I'm so weak now !
This is the worse week of my life.
My dad is in I.C.U. now !!!
The blood vessel in his brain were dispersed due to the blood high pressure.
So alarming !
Hope god will bless him, my lifetime hero !
บุญชูสระอูยาว
2
comments |
This entry was posted on August 17, 2005
ช่วง 2 - 3 ปีมานี้แม้ไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวสารวงการภาพยนต์ก็ต้องรู้สึกได้ว่าวงการนี้คึกคักขึ้นมาก
มีภาพยนต์จากผู้กำกับหน้าใหม่หลายๆคนออกมาเป็นทางเลือกสำหรับคนชอบดูหนัง... บ้างเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา บ้างก็มาจากวงการโฆษณา
บ้างก็มาจากตลก หรือบ้างมาจากอาชีพสถาปนิก
ถ้าพูดถึงเวลา ณ ปัจจุบัน . . . หนัง Action ที่นำเสนอศิลปะแบบไทยๆและการแสดงที่ใช้การฝึกฝนและความสามารถเฉพาะตัวสูง
อย่าง "ต้มยำกุ้ง" คงเป็นหนังที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เนื่องจากหนังเรื่อง "องค์บาก" ซึ่งเป็นหนังจากทีมงานสร้างทีมเดียวกันได้รับการยอมรับที่กว้างกว่าหนังไทยทั่วๆไป
ส่วนตัวแล้วผมยังไม่ได้ไปดู "ต้มยำกุ้ง" และไม่ได้รู้สึกอยากไปเท่าไหร่ . . . แต่เห็นกระแสของหนังเรื่องนี้แรงมากๆจนทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ผมชอบหนังไทยเรื่องไหนบ้าง? เท่าที่เคยดูมา
"บุญชู"
เป็นเรื่องแรกที่ผมคิดถึงทันทีที่ได้ยินคำถามนี้
ผลงานกำกับของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้ซึ่งสร้างบุญชูให้อยู่คู่วงการหนังไทยมาถึง 6 ภาคด้วยกัน
บุญชูเหมือนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมก็ว่าได้เพราะเติบโตตามกันมา "บุญชู" เป็นเรื่องของเด็กบ้านนอก+การสอบ entrance+มิตรภาพระหว่างเพื่อน . . . ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังจะต้องเตรียมตัวสอบ entrance พอดี . . . เหมือนๆโตตามกันมาจนภาคหลังๆนี่ บุญชู แต่งงานไปแล้ว ผมยังไม่ได้แต่งเลย . . . ตามไม่ทันแล้ว
ในช่วงที่หนังไทยเริ่มมีเรื่องของ Special Effects เข้ามาเพิ่มอรรถรส. . .ผมกลับนึกไปถึงหนังเก่าที่ทำง่ายๆ แต่ประทับใจอย่าง "บุญชู" . . . สงสัยคงต้องกลับไปดูสระอูยาวกันอีกสักรอบกระมัง
อาม่า และ หน้าเก๋ง
8
comments |
This entry was posted on August 6, 2005
แสงแดดส่องทะลุต้นมะม่วงหน้าบ้านเข้ามาในห้องลูบไล้ไปตามโต๊ะ เก้าอี้ และหนังสือหลายเล่มที่วางตัดกับพื้นไม้สีเข้ม
บ่งบอกเวลาในยามเช้า
ผมเดินไปที่หน้าต่างต้นแสง สายตาจ้องมองไปยังสนามหน้าบ้านและต้นมะม่วงที่กำลังขยับตัวตามสายลม ล้อไปกับแสงแดด
ผมมองมันอย่างตั้งใจและปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดไหลไปแบบสบายๆ
คล้ายๆว่ามันเป็นงานศิลปะ 4 มิติ ที่เกี่ยวข้องกับเวลา . . . ผมคิดไปเรื่อยๆ
คล้ายๆว่ามันกำลังสื่อสารกับลมและแสงแดด
คล้ายๆว่ามันกำลังจะผลัดใบ . . . บางทีชีวิตผมอาจจะเหมือนกับใบไม้สักใบในนั้นที่ไม่รู้ว่าจะผลัดใบลงมาเมื่อไหร่. . . ผมพึมพำกับตัวเอง
คล้ายๆว่ามันกำลังสอนอะไรบางอย่างกับผม . . .
"ชีวิตคนเรามันสั้น" ผมคิดถึง blog ที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับหนังเรื่อง "be with you"
ไม่มั๊ง ! . . . ผมแค่คิดไปเอง เติมเรื่องราวไปเองมากกว่า . . .
มันก็อยู่ของมันแบบนั้นตามธรรมชาติ
ผมคิดถึง "อาม่า"
อาม่าพึ่งจะมาพักที่บ้านผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แกมาอยู่ 7 วันเต็มๆแต่ผมไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่หรือนั่งคุยกับแกเท่าไหร่
เพราะเช้ามาผมก็ไปทำงาน กลับมาบ้านก็ดึกมากและแกเข้านอนไปแล้ว
ผมตั้งใจว่าวันหยุดวันนี้ ผมจะไปเยี่ยมอาม่า จะไปทานข้าวและนั่งคุยให้แกเห็นหน้าเห็นตาสักหน่อย
อย่างน้อยถ้าชีวิตผมเป็นเหมือนใบไม้ที่กำลังจะผลัดขึ้นมาจริงๆ ผมก็อยากให้แกเห็นผมอีกครั้งก่อนผมจะผลัดใบไป
ผมโทรไปหายี่โกวเพราะรู้ว่าอาม่าย้ายไปพักต่อกับยี่โกว
แม้ว่าอายุจะล่วงเลยจนถึงเลข 9 นำหน้าแล้วแต่อาม่าก็ยังเดินสายทักทายลูกๆหลานๆตามบ้านต่างๆในกรุงเทพฯ . . .
ยี่โกวบอกผมว่าวันนี้อาม่าจะกลับชลบุรีเพราะมากรุงเทพฯได้ 3 อาทิตย์แล้ว เริ่มคิดถึงบ้านที่นั่น ผมตัดสินใจทันทีว่าจะขับรถไปทานข้าวกลางวันที่นั่นกับแกสักหน่อย
"ป๊า วันนี้ไปหาอาม่ากันดีกว่า . . . ไม่เจออาม่ามาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ช่วงนี้งานไม่ยุ่งมาก น่าจะไปสักหน่อย อาทิตย์หน้าและอาทิตย์ถัดไปคงจะไม่มีโอกาสไป" ผมเอ่ยปากชวนป๊า
ตั้งแต่ผมกลับไทยมา ผมไปชลบุรีไม่บ่อยนัก
เมื่อเทียบกับสมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็ก . . .
นอกจากได้ไปเยี่ยมอาม่าแล้วผมยังจะได้ไปเห็นภาพบรรยากาศเก่าๆที่ผมเคยวิ่งเล่น, ร้านตัดผมที่ผมเคยตัด,
ร้านอาหารเก่าๆที่ผมเคยไปอุดหนุน และการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่ผมยังไม่เคยเห็น
ผมกับป๊าไปถึงที่นั่นตอนเที่ยงพร้อมกับอาหารทะเลและออส่วนอาหารจานโปรดของอาม่า
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ง่ายๆว่า อาม่า ต้องดีใจที่เห็นลูกๆหลานๆมาเยี่ยม มานั่งคุย และทานข้าวด้วยกัน
หลังอิ่มท้อง ผมเสนอ idea ว่าจะไปซื้อโอเลี้ยงและชาเย็นมาเพิ่มรสชาติระหว่างการสนทนาเหมือนที่คุ้นเคย
ระหว่างทางที่ผมขับรถไปซื้อผมมีโอกาสได้บันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก กับบรรยากาศและสถานที่เก่าๆที่ผมเคยสัมผัส
หน้าเก๋ง...เป็นย่านในอำเภอเมืองชลบุรีที่ครอบครัวของผมเคยอาศัยอยู่ ปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ย่านนี้แล้ว
แต่ความคิดถึงและความผูกพันธ์นั้นไม่สามารถบรรยายได้ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผมไปชลบุรีแล้วจะไม่แวะไปหน้าเก๋ง
ถนนที่ไม่พลุกพล่านกับคนท้องถื่นที่คุ้นตา
ชาและกาแฟโบราณกับข้าวหมูแดง
ห้องแถวตึกเก่าและร้านตัดผม
คุณยายขายกล้วยปิ้งกับน้ำตาลแดงที่เคี่ยวจนเหนียวและหอมหวาน
ขอทานที่กำลังหลับกับเสาไฟที่ยืนเหงา . . . ผมคิดถึงรถสามล้อถีบหลากสี
ที่เคยเป็นสีสันและเสน่ห์ของถนนที่นั่น . . .
พลัน . . . ผมคิดถึงถนนที่คนพลุกพล่านและเต็มไปด้วยสิ่งของนำสมัยอย่าง Rodeo drive ใน LA หรือ Fifth Avenue ใน NY
หน้าเก๋งเป็นที่ที่ผมคุ้นเคยมานาน
โลกใบเก่าของผมได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาอย่างช้าๆ
ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมรู้จักโลกใบนี้ดีพอหรือยัง ทั้งหน้าเก๋ง กรุงเทพ หรือ ที่ไหนๆ
โอเลี้ยง4 ชาเย็น2 โอวัลติน3 ถูกแบ่งถ่ายลงสู่แก้วตามจำนวนคนในบ้าน
บทสนทนาของอาม่าและลูกหลานเป็นไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข
ผมปล่อยให้ความคิดฟุ้งไปตามภาพต่างๆที่เห็นในวันนี้ . . . ผสมกับความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆที่ยังจำได้
ไม่ต้องคิดจนเหนื่อย ไม่ต้องพยายามคิดให้ออก ไม่ต้องแข่งกับเวลา ไม่ต้องแก้ปัญหา ไม่มีข้อจำกัด
ผมรู้สึกว่า ผมชอบการพักผ่อนแบบนี้มากกว่าการนอนฟังเพลงสบายๆอยู่บ้าน
ผมกับป๊าลาอาม่ากลับตอนบ่ายแก่ๆ
ผมกลับเข้าสู่กรุงเทพฯอีกครั้ง โลกปัจจุบันและปัญหาต่างๆเปิดออกให้ผมกลับเข้าไปผจญภัยตามเดิม
ทำไมผมต้องย้อนคิดไปถึงเรื่องๆเก่า ทั้งๆที่อดีตก็คล้ายกับน้ำแข็งในถุงโอเลี้ยงถุงนั้นที่ละลายและระเหยไปแล้ว
หลังข้าวมื้อเย็น . . . ผมได้ลิ้มรสของฟองนมและคาราเมลบนกาแฟบดในชื่อ "คาราเมล มัคคีอาโต" จากร้านกาแฟฟุ่มเฟือยร้านหนึ่งที่ดูจะมีสาขาเพิ่มมากขึ้นทุกวันในกรุงเทพฯ
ผมคิดถึงร้านกาแฟที่หน้าเก๋งเมื่อตอนบ่าย . . .
รูปแบบที่แตกต่าง วิธีชงที่แตกต่าง ราคาที่แตกต่าง รสชาติที่แตกต่าง แต่ความชอบไม่ต่างกัน
เหมือนๆทุกๆอย่างในโลกดำเนินไปตามวิถีปรกติของมัน . . .
วันนี้ . . . นอกจากจะได้ไปเยี่ยมอาม่าแล้ว ผมยังได้สนุกกับบรรยากาศที่คุ้นเคยและสนุกกับความคิดแบบสบายๆ
ผมกลับเข้าสู่ห้องนอนอีกครั้ง . . . แสงสว่างจากหน้าบ้านเปลี่ยนจากแสงแดดยามเช้าเป็นแสงจากหลอดไฟหน้าประตูบ้าน
ผมไม่รู้ว่าการคิดและเขียนแบบนี้เป็นการประมวลความคิดของชีวิต
หรือเป็นความฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ
สำหรับคนที่มีชีวิตที่โชกโชนหรือเข้มข้นอาจจะมองว่ามันเป็นเหตุผลอย่างหลังมากกว่า
ซึ่งก็อาจจะจริงแต่สำหรับผมการมองชีวิตไปข้างหน้าหรือย้อนกลับแบบเกี่ยวโยงกัน
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นการทำให้จิตใจผมสงบ . . .
ไม่ว่ามันจะทำให้ผมมองโลกชัดขึ้น หรือ มัวเท่าเดิม . . . ผมก็รู้สึกดีขึ้นและมีความสุขขึ้น
ผมล้มตัวลงที่ฟูกและหมอนใบเก่า . . . อาม่า ปะป๊า ยี่โกว ยี่เจ็ก หรือ คนขายกาแฟที่หน้าเก๋งคงกำลังเข้านอนเหมือนๆกับผม
การเดินทางของชีวิตและความคิดในวันนี้จบลง . . . แต่การเรียนรู้ชีวิตยังไม่สิ้นสุด
ผมหวังว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆไปจะมีประสบการณ์ใหม่ๆรอผมไปสัมผัส
และเรียนรู้อีกก่อนที่จะถึงเวลาผลัดใบ
G4tv
15
comments |
This entry was posted on July 29, 2005
เรื่องของการ check email นั้นคงกลายเป็นสิ่งจำเป็นประจำวันสำหรับคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับ computer ในปัจจุบัน . . .
คงจะไม่มีอะไรแปลกหรือตื่นเต้นสำหรับผมในช่วงนี้. . .ถ้าผมไม่ได้เปิดมาเจอจดหมายฉบับหนึ่งจาก Art Director ของ G4tv
เขาสนใจงานของผม !
หลังจากที่เขาได้เข้าไปดูงานและประวัติของผมแล้วเขาก็ส่ง a very kind email มาหาผม
ถามผมว่า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึง leave USA
ทั้งๆที่หลายต่อหลายคนก็อยากจะเข้าไปทำงานที่ USA กันทั้งนั้น เพราะค่าตอบแทนสูง ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบาย แถมเมืองที่ผมอยู่ที่ชื่อ Santa Monica นั้นอากาศก็แสนจะสะอาดสดชื่นและสบายตลอดปี (1 ปี มีวันที่ร้อนๆแบบ กทม. ไม่เกิน 4 วัน . . . ไม่มีหิมะ . . . . อยู่ติดชายทะเล . . . ติดกับ 3rd St. Promanade ถนน shopping สุด cool + Street Performance และร้านหนังสือ Design "Hennesey Art + Architecture" สุดเจ๋งใน Los Angeles เลยก็ว่าได้)
เขาอยากรู้ว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะ leave USA ?
พร้อมกับการยื่นข้อเสนอให้ผม กลับเข้าสู่ USA อีกครั้ง ด้วยตำแหน่ง Senior Motion Graphics Designer.
แถมด้วยประโยค classic ว่า "and the pay is good for senior positon".
แหม . . . หลอกล่อกันจริงๆสิ
นอกจากเงินเดือนที่สูงมากสำหรับ designer ธรรมดาๆอย่างผมแล้ว G4tv ยังต้องจ่ายค่า ทนายและ H1B Visa เพื่อให้ผมกลับเข้า USA ได้อย่างถูกกฎหมายด้วย
นับว่าเป็นข่าวที่ดีมากๆในรอบปีของผมเลยทีเดียว อย่างน้อยก็รู้ว่ายังมีคนอีกซีกโลกนึงที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมทำ . . . และพร้อมที่จะให้โอกาส
คนที่ทำให้ G4tv ได้เห็นงานของผมก็คือน้อง "นะ"
รุ่นน้องของผมที่ SCAD ซึ่งทำงานเป็น motion graphics designer อยู่ที่นั่น
"นะ" เอางานที่ผมทำให้ Art Director ที่นั่นดูแล้วผมก็ได้รับ email จาก G4tv ในเวลาต่อมา
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก "เอ๋ย turborobot และ projectbox" Computer Artist ฝีมือดี ก็ได้รับการตอบรับจาก g4 ไปเรียบร้อยแล้ว
เอ๋ยจบจาก SCAD และเคยทำงานอยู่ใน Pasadena, CA ซึ่งห่างไปจาก Santa Monica, CA เมืองที่ผมอยู่แค่ 40 mins drive.
เรากลับไทยมาในเวลาไล่เลี่ยกัน . . . เจอปัญหาในการหางาน+ทำงานที่ไทยคล้ายๆกัน
บ่นกันไปบ่นกันมา . . . และในที่สุดเอ๋ยได้ตอบตกลงรับงานที่ G4tv ไปเรียบร้อยแล้ว
H1B ของเอ๋ยน่าจะกำลังเดินทางมา . . . ซึ่งหมายความว่า
อีกไม่นานเอ๋ยจะบินกลับไปที่นั่น . . . ทิ้งผมให้คิดและตัดสินใจอยู่ที่ JWT คนเดียว (ไหนว่าจะทำงานด้วยกันที่ไทยไงวะ? . . . ฮา)
ผมควรจะตัดสินใจอย่างไร ?
ปะ ป๊า + มะ ม้าของผมก็ต่างสนับสนุนให้ผมกลับไปเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
กลับไปเพื่องานที่ตรงตามที่ผมเรียนมาและเพื่องานที่น่าสนใจกว่า
แต่ผมก็รักเมืองไทยและอยากจะ settle down ในไทยแบบไม่มีเหตุผลซะงั้น
อยากมีครอบครัว มีบ้าน มีชีวิตที่เรียบง่าย เหมือนคนอื่นๆทั่วไปที่ไทย
การกลับไป USA ครั้งนี้ถ้าจะกลับไปก็หมายถึงการลงทุนทั้งเวลาชีวิต+ค่าใช้จ่ายพอสมควร + การอยู่ห่างจากครอบครัวและ "อาม่า" ของผม
จะกลับไปก็ต้องซื้อรถ, เช่าบ้าน, ซื้อ furniture . . . etc. ซึ่งจะให้คุ้มต้องอยู่ทำงานกันยาวๆ นานๆ เพื่อเก็บเงินให้ได้มากๆ แต่เอาเข้าจริงๆเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก เพราะเงินเดือนที่นั่นสามารถรองรับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไม่ลำบากนัก
แล้วผมจะได้กลับมาไหม ?
กี่ขวบ ?
กลับมาหางานทำ หรือ เปิด office ?
Connection ที่ไทย ?
ปะป๊า มะม้า ?
แต่งงาน ?
ไปสั้นๆหรือไปยาวๆแล้ว early retire?
Comparing between Thai job + International Job ?
ความสุข ?
เป้าหมายของชีวิต ?
เงิน กิเลส ค่าครองชีพ และความพอเพียง ?
Santa Monica + Bangkok ?
Social life ?
มืด หรือ สว่าง . . . สิ่งที่มองไม่เห็น ?
ผมยังคงพอมีเวลาสนุกสนานกับความคิดอีกสักระยะหนึ่ง . . .
ไม่แน่ว่า blog ครั้งต่อๆไป ผมอาจจะ post มาจาก Santa Monica ก็ได้
แนวร่วม ยืดอายุน้ำ
2
comments |
This entry was posted on July 28, 2005
เกือบ 2 อาทิตย์ที่ไม่มีโอกาสมาเขียน blog เพราะผมใช้เวลาไปกับงาน pitching ของปูนซีเมนต์ไทย
กับโครงการ "แนวร่วม ยืดอายุน้ำ"
คงเป็นเรื่องที่ต้องเขียนกันยาวถ้าจะบันทึกว่าผมเจออะไรและต้องทำอะไรบ้างกับงาน pitching ชิ้นนี้
การเข้ามาทำงานที่ Advertising Agency ทำให้ผมได้เห็นระบบและ style การทำงานแบบ Agency ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกๆระบบ ทุกๆองค์กร
งานนี้ผมได้ร่วมทำงานกับ designers จากหลายแผนกใน JWT
ต่างคนก็ต่างแบ่งหน้าที่กันไปตามแผนกนั้นๆ . . . หนึ่งในนั้นมี พี่นัท beposi+ive รวมอยู่ด้วย
ส่วนที่ผมรับผิดชอบเป็นส่วน office decoration ซึ่งต้องนำเสนอ idea ในการ decorate office ของปูนซีเมนต์ไทย สำนักงานใหญ่ที่บางซื่อ ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องไปดู site จริงและถ่ายรูป office ที่บางซื่อก่อนทำ design ด้วย
สิ่งแปลกใหม่ (มึนๆ งงๆ) สำหรับผมต่องานชิ้นนี้คือ การทำ decoration ในแบบ Advertising ไม่ใช่ architecture design / interior design / landscape design แบบที่ผมคุ้นเคย.
บวกกับการใช้ motion graphic เข้าไปผสมกับการ decoration นี้ด้วย
เหมือนอยู่ตรงกลางระหว่าง Graphic design and Interior design
มันไม่ชัดไปเลยสักทาง . . . เลยทำเอาผม มึนๆ งงๆ
จะไปปรับโครงสร้างของเขาก็ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
แล้ว JWT ก็ไม่ใช่ office interior ซะด้วย . . .
"เราเป็น Advertising Agency" . . . ผมได้ยินคำนี้บ่อยๆ
จะให้เอา poster ไปแปะ + ไปแขวน office เขาเฉยๆ ก็เหมือนผมไม่ได้ทำอะไร (เพราะมีแผนกที่ design Poster อยู่แล้ว) . . .
ตกลงเราทำอะไรอยู่เนี่ย ?
หันไปถามน้องที่อยู่แผนกเดียวกัน ก็ตอบมามึนๆกันทุกคน . . .
คิดไปคิดมา ก็เอาล่ะ . . . ซัด motion graphic ซะหน่อยนึง
ตามด้วย product design และ installation อีกหน่อย (พอดีมี ตูน Product designer จากศิลปากรทำงานอยู่แผนกเดียวกัน เลยให้ออกแบบ product ไป . . . และมีน้อง first ช่วยทำ 3D interior . . . Thx หลายๆที่อยู่ทำงานดึกๆด้วยกันหมด)
และด้วยเวลาที่จำกัด เพียง 1 week ในการคิดและลงมือทำ . . . ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า
ผมจะบ้าและเครียดขนาดไหน ทุกครั้งที่มี internal meeting กันใน JWT
คุณภาพของงานที่ออกมาก็ไม่ต้องพูดถึง . . . เวลาแค่นี้ . . . ผมไม่โดน decorate ทั้งตึกก็บุญโขแล้ว
(ตอนแรกผมโดนสั่งมาแบบนั้น . . . ผมแทบ shock . . . ใครจะเสกให้ท่านได้ล่ะครับ)
ผมเข้าใจว่าผมคงยังไม่สามารถ post ภาพงานชิ้นนี้เพราะเข้าใจว่ายังอยู่ในช่วง pitching อยู่แต่คงจะได้ post เร็วๆนี้. . .กระมัง???
แนวร่วม ยืดอายุน้ำ (บั่นทอนอายุคน design)

