Showing posts with label art. Show all posts
Showing posts with label art. Show all posts

สาวติส (artist)

มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้บันทึกเรื่องของสาวหล่อมาดเท่ห์ อย่าง Tom Anderson ไว้ที่นี่ . . .
มาถึงเดือน พฤษภาคม เดือนเกิดของผม โชคชะตาก็พาให้ผมได้ผมกับสาวอีกนางหนึ่ง
ที่ผมหลงเสน่ห์ใน ความรักศิลปะและอารมณ์ที่อ่อนไหวของเธอ ทันทีเมื่อแรกพบ

หาก Stratocaster เปรียบดังสาวสวย sexy อย่าง Malilyn Monroe...
หาก Tom Anderson เปรียบดัง สาวหล่อ ทันสมัย มาดเท่ห์ อัธยาศัยดี มีเสน่ห์...
James Tyler ก็เปรียบดัง สาวArt มาดเซอร์ ผู้เปี่ยมไปด้วยอารมณ์สุนทรีย์ น่าหลงใหล

James Tyler หรือ Jim Tyler คือชื่อของผู้ออกแบบและผลิต guitar ในชื่อของเขาเอง ซึ่งมีรากฐานการออกแบบมาจาก Stratocaster แต่ฉีกแนวออกไปจาก Fender และ Tom Anderson
ทั้งในแง่ของ visual และในแง่ของ sound

James เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นช่างซ่อม guitar ใน local LA store ระหว่างช่วงปลายยุค 70s' ถึงช่วงต้น 80s' หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็เปิดร้านซ่อม guitar เป็นของตัวเอง และเริ่มมีชื่อเสียงในกลุ่มนักดนตรีอาชีพในเวลาต่อมา
vthink
James เป็นนักประดิษฐ์และทดลอง เขาชอบที่จะค้นหาและทดลองทำในสิ่งที่แตกต่าง และนั่นคือสิ่งที่นำมาซึ่งเอกลักษณ์ของ James Tyler guitar ในปัจจุบัน

ทางด้าน Visual นั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องของ 'สี' (color)
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสีน้ำมันบนภาพ Abstract painting ที่ James เรียกมันว่า 'Shmear' นั่นเอง
James ได้ตั้งชื่อแต่ละ tone สีของ Shmear ซึ่งผมได้นำมาใช้กับ logo ของ ลูบคลำ กีต้าร์คลับ ที่นี่
LK shmear logos

ความกบฎทางความคิดในการออกแบบและผลิต guitar ของ James Tyler
นอกจากเรื่องของ 'สี' ที่โดดเด่นแล้ว...headstock, pickguard และ logo design
ยังถูกออกแบบให้แหวก แตกต่างออกไปจาก Fender อย่างชัดเจน
ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ใน guitar อย่าง Tom Anderson และ Suhr
vthink
ทางด้านของ Sound นั้น Tyler ให้เสียงที่มี resonant ที่กระชับ
ตอบสนองไว กังวาล เสียงอิ่ม ค้างยาว หางหรือปลายเสียงไม่แกว่ง
ในขณะที่ยังมีความหวาน และเจือไว้ด้วยกลิ่นของ Stratocaster อย่าง sexy

หากเปรียบเสียงของ Fender Stratocaster ดัง เส้นเล็กน้ำใส เหนียวนุ่ม หอมน้ำซุปกระดูกหมู สุด classic . . . James Tyler ก็เหมือนเส้นเล็กต้มยำ ทรงเครื่อง รสจัดจ้าน เสริฟเคียงไว้ด้วยถั่วลิสงป่นและชิ้นมะนาวสด ชวนน้ำลายสอ
vthink
ผมพบเธอที่หาด 'อี' หรือคุณอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของสถานที่นี้ว่า ebay
ใช่ ! มันคือที่ที่เดียวกับที่ผมได้พบกับ สาวหล่อ Tom Anderson นางนั้น
ผมตามหาและเฝ้ารอผู้หญิงมาดเซอร์อย่างเธอมานานแสนนาน . . .

เธอผู้รักในศิลปะและมีโลกส่วนตัวที่ชัดเจน
เธอผู้เป็นตัวของตัวเอง และยากที่ใครจะเหมือน
เธอผู้ซึ่งจิตใจอ่อนไหว นุ่มนวล และพร้อมที่จะกร้าวแกร่ง
. . .
เธอ....สาวติส (Artist) ผู้มีเสน่ห์ น่าค้นหา น่าคบ
กำลังวาดลวดลาย ตวัดฝีแปรงพู่กันอยู่ที่ริมหาด ในชุดสีม่วง ลวดลายจัดจ้าน (purple shmear)

ผมตกหลุมรักเธอในทันที และไม่คิดที่จะรีรออะไรอีกต่อไป
ผมไม่เขินอาย ที่จะทำความรู้จัก และตีสนิทกับเธอด้วยเชื่อว่า เราน่าจะมีรสนิยมคล้ายๆกัน

ไม่ผิดอย่างที่คาดไว้ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล (alder body + rosewood fingerboard)
สงบนิ่ง น่าฟัง เธอพูดจาชัดเจน ตรงไป ตรงมา ด้วยไมตรีจิต ส่งผลให้เราเข้ากันได้ดี
และผมเชื่อว่า เราน่าจะคบหากันไปได้นาน . . .

แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมักได้ยินคนมากกว่า 74% ที่เห็นผู้หญิงแบบหล่อนในครั้งแรกแล้ว
ให้ความเห็นว่า . . . 'ไม่ชอบ', 'ไม่งดงาม' , รู้สึก 'สกปรก' หรือรู้สึก 'น่าเกลียด น่าชัง'
ก็ด้วยความที่เธอไม่มีจริต ไม่มีมารยา ไม่ตามกระแส ไม่เลียนแบบใครนั่นกระมัง
ที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นตัวเธอจากคนภายนอก แต่หากใครได้รู้จัก ได้ใช้เวลา
ได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเธอแล้วล่ะก็ . . .
ยากนักที่จะปฎิเสธมนต์เสน่ห์ของเธอได้ลง

มองผ่านสายตาของผม . . . James Tyler Guitar คือสาว sexy
ที่แม้แต่รุ้งงามก็ต้องหรี่แสงลง เพื่อหลีกทางให้กับความงามของหล่อน ในยามที่เธอกรีดกราย
หล่อนชวนให้ผมคิดถึงงานศิลปะในช่วง 'Drip Period' ของ Jackson Pollock ที่ร้อนแรง เข้มข้น เปี่ยมไปด้วยพลัง
Jackson Pollock
งานวาดสีน้ำมันด้วยพู่กัน ที่เน้นการทิ้งฝีแปรงไว้ให้เห็นเป็นพื้นผิวของสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ
มีเสน่ห์ต้องมนต์ฉันใด James Tyler ก็มิได้ด้อยเสน่ห์ทั้งในด้านความงามทางภาพและเสียง ไปกว่ากันฉันนั้น สำหรับผมแล้ว James Tyler เป็นมากกว่า Guitar คุณภาพดีที่วางขายในตลาดดนตรี
ที่ผมตกหลุมรักในทันทีที่เห็น . . . เหมือนรักแรกพบ . . .

การค้นพบเนื้อคู่ที่แท้จริงนั้น จะว่าง่ายก็ไม่ใช่ ยากก็ไม่เชิง
สำหรับบางคน บางครั้ง ต้องใช้เวลาในการค้นหา
. . . ช้า-เร็ว ต่างกัน . . .

แต่ถึงแม้ว่ารักนั้นต้องใช้เวลา
ใช้ความอดทน อดออม
กว่าจะได้เธอมาครอบครอง ดังไฟปรารถนา . . .
มันก็คุ้มค่าแก่การรอคอย มิใช่เหรอ?
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog
v74blog

iphone week39

รู้ทั้งรู้ว่าสิ้นเปลือง
รู้ทั้งรู้การ hack ย่อมมีปัญหา
รู้ทั้งรู้ว่า feature มากมายคงไม่ได้ใช้มันอย่างคุ้มค่า
แต่ผมก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาในที่สุด

iphone ถือเป็น cellphone เครื่องเดีัยวที่สามารถดึงความสนใจ และ ดูดเงินในกระเป๋าที่เหนียวหนืดของผมออกไปได้

ผมถือว่า Apple ประสบความสำเร็จในการเปิดตัว iphone ออกสู public เพราะตั้งแต่ Steve job เปิดตัว iphone ตั้งแต่ปีที่แล้ว iphone ยังคงถูกพูดถึงและวิเคราะห์วิจารณ์กันโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่า กระแสไม่ตก ไม่จางหายไป

เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ iphone เอาชนะใจผมและเชื่อว่าอีกหลายคนทั่วโลก คือ Design
ผมแทบไม่ได้สนใจเลยว่า การใช้งานโทรศัพท์จะสะดวกหรือลำบากขึ้นแค่ไหน อย่างไร
เดิมทีผมตั้งใจจะรอเครื่องที่ส่งมาขายอย่างถูกต้องจาก Apple ซึ่งมีเพียงแค่ข่าวลือว่าจะเข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2008
แต่เพียงแค่ได้ทดลองระบบ touch screen และสัมผัสกับ Product Design ชิ้นนี้กับมือตัวเองไม่นานนักจากเครื่องของเพื่อน ผมก็ตัดสินใจได้ทันทีว่า ผมพร้อมที่จะ 'เสี่ยง'

เสียงกับการไม่มีประกันใดๆ
เสียงกับการ Unlock ด้วยตัวเอง
เสี่ยงกับปัญหาของการใช้งานจริง ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ก่อนจนกว่าจะได้ใช้งานไปสักระยะหนึ่ง
เสี่ยงกับการมาถึงของเครื่องศูนย์และราคา
และ เสี่ยงกับปัญหา นานาประการ

หลัง Unlock ด้วย Canaval แล้วตามด้วย AnySim 1.1
iphone ก็หลุดพ้นจากพันธนาการของ AT&T

การใช้งานโทรศัพท์กับ DTAC ก็เป็นไปด้วยดี และดูเหมือนจะลงตัว แต่ด้วยความอยากรู้ อยากลอง
การลง Software จาก out source ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก Apple ก็นำมาซึ่งอาการเครื่องค้าง ภาพล้ม ทำเอาใจหายใจคว่ำ และ หัวใจสูบฉีดรุนแรงเพิ่มความหวาดเสียวได้ดีไม่ใช่น้อย

1 week กับ iphone สำหรับผมคงยังบอกอะไร หรือ มั่นใจอะไรไม่ได้ในเรื่องของการใช้งานแบบจริงจัง แต่สำหรับเรื่องของความสุขใจสำหรับคนที่รัก Design แล้ว เกินคำว่า 'คุ้ม' ไปมากมาย

คำว่า 'Design' คงจะหาคำจำกัดความที่ชัดเจนและครอบคลุมได้ยาก เพราะ แต่ละคนก็มีมุมมองและความเข้าใจในเรื่องนี้ ต่างกัน และเพราะเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เรื่องของ Design มีเสน่ห์น่าหลงใหลตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ผมต้องควักกระเป๋าซื้อความสุข
จากสิ่งที่ถูก Design ไว้อย่างปราณีต สวยงามชิ้นนี้

"Design is to design a design to produce a design"
John Heskett

ExjampleExjample

Exjample (Fat Festival 7)

Fat Festival 7 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่รักในเสียงเพลง มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอ แลกเปลี่ยน และเสพดนตรีกันอย่างเต็มอิ่มตลอดสองวันเต็ม

แต่นอกเหนือจากเรื่องของดนตรีแล้ว ภายในงานยังมีพื้นที่สำหรับงานศิลปะด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก จัดแสดงควบคู่กันไปด้วย

Exjample คือหนึ่งในพื้นที่แสดงงานศิลปะ ที่ถูกจัดแสดงขึ้นในงาน Fat Festival 7 ด้วย
โดย theme ของ Exjample คือการรวบรวมเอางาน Vector Graphic มาขยายให้ใหญ่
เพื่อระลึกถึงความหลัง ในยุคสมัยที่ graphic design นั่งเขียนเส้น path ใน Adobe Illustrator กันอย่างสนุกสนาน

ผลงาน Vector ของ designers กว่า 60 ชีวิต จากทุกซอกมุมของประเทศไทย
จึงถูกนำมาขยายและรวบรวมไว้ในครั้งนี้

ผมเอง โชคดีที่ได้รับคำชวนจาก Wit Pim
แกนนำของ Duckguru ทีมนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ให้ส่งงานเข้าไปร่วมสนุกด้วย

ผมเลือกที่จะนำเอา Symbol & Logo ที่เกี่ยวข้องกับ music + games มานำเสนอในรูปแบบที่เรียบง่าย
เพราะเห็นว่า Fat Festival เป็นงานเกี่ยวกับดนตรี และ มีการเล่น games สนุกๆกันในงาน

'Big scale changes everything'
คำบอกเล่าจาก Wit ส่งผลให้เห็นจริง เมื่องานทั้งหมดถูก print out ออกมาขนาดใหญ่กว่ามนุษย์

อีกหนึ่ง event สนุกๆที่ผมมีโอกาสไปร่วมสนุกด้วย

ExjampleExjampleExjampleExjampleExjample
v74

Decorative Arts, Silpakorn.

พฤหัสที่ 2 สิงหาที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญเป็น Guest lecturer ที่สถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
"มหาวิทยาลัยศิลปากร"

จากคำแนะนำของรุ่นน้องที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่คณะ มัณฑนศิลป์ ส่งผลให้ผมได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง "how to document work" กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชา Visual Communication ที่กำลังทำ thesis และใกล้่สำเร็จการศึกษา

"how to document work"
เราจะจัดการกับผลงานของเราอย่างไร?
หรืออีกนัยหนึ่งคือ เราจะนำเสนอผลงานทั้งหมดของเราสู่สาธารณะอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
พูดกันแบบภาษาชาวบ้านน่าจะเรียกว่า . . .
จะทำ portfolio เพื่อสมัครงาน และ/หรือ present ตัวเองต่อ public กันอย่างไรให้น่าสนใจ และให้ได้มาซึ่งงาน?

ตอบสั้นๆเหมือนจะกวนบาทา แต่ไม่มีเจตนาว่า "ผมไม่รู้"

ย้อนมองดูตัวเอง . . .
ผมพบว่า ผมเองไม่ได้มี Portfolio ที่ strong ไปกว่า designer คนอื่นๆ
แต่ชีวิตผมหลังจบการศึกษาจาก SCAD ผมพบว่าตัวเองพัวผันและวนเวียนอยู่กับการ document work เสมอๆ


ไม่ว่าจะเป็น . . .
1. งานชิ้นแรกหลังการเข้าร่วมงานกับ Blur Studio ด้วยการจัดทำ official website ให้กับ Blur ซึ่งถือเป็น online portfolio ในรูปแบบหนึ่ง

2. การจัดทำ demo reel ของ Blur Studio ซึ่งรวมถึงการคิด art direction ของ reel title ไปจนถึงการออกแบบ packaging ของ Blue demo reel

3. หลังจากย้ายกลับมาสู่บ้านเกิด (bangkok) เมื่อเข้าไปทักทายพี่ๆน้องๆสถาปัตย์จุฬาฯที่ L49 และ G49 เพื่อรับงาน freelance กลับมาทำ ก็ได้รับคำเปรยว่าอยากให้เข้ามาจัดการกับ Portfolio ที่ L49 เหมือนกัน แต่ก็แคล้วคลาดกันไป

4. เมื่อเข้าร่วมงานกับ JWT, Advertising Agency ในทีม CCU ก็ได้รับหน้าที่ให้คิดและออกแบบ DVD-Rom Interactive portfolio ของ CCU

5. รวมถึง Demo Reel ของ JWT Bangkok, Thailand เช่นกัน

6. หลังจากได้ทำงานโฆษณา TV โรลออนให้พี่ opel ผู้กำกับหนังโฆษณา ผมได้รับการว่าจ้างให้ทำ online portfolio ให้กับ vdo production house ของพี่เขา

7. หลังจากที่ พี่ตุ๊ก หัวหน้าของผมที่ CCU ได้ลาออกจาก JWT เพื่อจัดตั้ง graphic house ของตัวเองขึ้น ผมได้รับการติดต่อให้จัดทำ Online Portfolio ของ office ใหม่ของพี่ตุ๊กเช่นเคย

8. ในเวลาไล่เลี่ยกัน Pok เพื่อนรุ่นพี่ที่สถาปัตย์จุฬาฯที่สนิทกัน ได้ลาออกจากงานประจำเพื่อจัดตั้ง Landscape design studio ขึ้น ผมได้รับการติดต่อให้จัดทำ Online Portfolio (อีกแล้ว) !


9. และล่าสุดกับการรับเชิญไปบรรยายเรื่อง How to document work หรือการสร้าง Portfolio ที่มีประสิทธิภาพให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็สร้างความประหลาดใจกับชะตาชีวิตของตัวเองที่วนเวียนอยู่กับ
การจัดการและการนำเสนอผลงานเหล่านี้ อย่างไม่จบ ไม่สิ้น

10. หลังบรรยาย ผมได้รับคำชวนให้สอนวิชา Portfolio Preparation ที่
คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย (จ๊าก)

ย้อนมองดูตัวเอง . . . อีกครั้ง
ผมยังยืนยันว่า ผมเองไม่ได้มี portfolio ที่ดีเด่นหรือน่าประทับใจอะไรไปกว่า portfolio ของ designer คนอื่นๆ

หรืออาจเป็นเพราะหลังสำเร็จการศึกษา ผมใช้เวลาไปเพียงแค่ 3 วันหลังจากยื่น demo reel ให้กับ blur studio เป็นแห่งแรก ก่อนได้รับมอบตั๋วเครื่องบินให้บินไป interview ที่ Blur Studio เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน . . . แล้วผมก็ได้งานที่นั่น

ภายหลังจากย้ายกลับกรุงเทพฯ . . . Portfolio ชิ้นเดิมของผม ก็พาให้ผมได้รับโอกาสที่ดีในการร่วมงานกับ JWT และโอกาสในการได้งานชิ้นอื่นๆ

ผมยังยืนยันและคิดเสมอว่า ผมก็แค่โชคดี จังหวะดี เท่านั้น
ชีวิตมักเล่นตลกกับเราแบบนี้ บ่อยครั้ง และโชคที่ดีคงไม่อยู่คู่กับใครตลอดไป


ในวันที่หลายต่อหลายคนวิ่งหางาน ไม่มีงานทำ ผมยังโชคดีที่มีงานวิ่งเข้ามาหาเรื่อยๆ มากน้อย ตามแต่โอกาส

ในวันที่หลายคนทิ้งอาหารเหลือราคาแพงครึ่งค่อนจานที่ถูกออกแบบ
ไว้สวยงามภายในภัตตาคารหรู ใครอีกหลายคนทำได้เพียงมองจานที่ว่างเปล่า ไม่มีอาหารตกถึงท้อง

ในวันที่ใครหลายคนอยากได้เวลาว่าง ผมและอีกหลายคนกำลังอยู่กับความว่างและที่ว่าง(space)

สำหรับผม ที่ว่าง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์งานทุกชิ้น
ผมยังเชื่ออีกด้วยว่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ ต้องการที่ว่าง
ที่ว่างทำหน้าที่ร่วมกับเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ บ้างเรียบง่าย บ้างโดดเด่น
ที่ว่างยังเป็นเสมือนที่พักสายตา พักหายใจ
เพียงแค่ว่า ใครจะมองเห็นและใช้ที่ว่างเหล่านั้นไปในทิศทางใดเท่านั้น
3 ชั่วโมงที่ศิลปากรครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาสำคัญบนที่ว่างของผม ที่ยากจะลืมเลือน. . .

dec_arts
dec_arts
dec_arts
dec_arts
dec_arts

Siam Niramit

ผมได้มีโอกาสเข้าชม สยามนิรมิตร มาสักพักใหญ่แล้ว
ตั้งใจจะเขียนบันทึกลง blog ไว้แต่ก็ข้ามไปเสียทุกครั้ง
วันนี้ สบโอกาส ได้จังหวะบันทึกความทรงจำดีดีเก็บไว้อีกครั้งหนึ่ง
ความทรงจำและความประทับใจจากงานแสดงคุณภาพระดับโลกจากฝีมือคนไทย

สยามนิรมิตร เป็น Performance Art ที่ใช้ศิลปะและประเพณีไทย (Thailand's arts and cultural heritage) เป็น theme ในการแสดง ด้วยระบบแสง สี เสียง ที่ทุ่มทุนไปถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 40 million)
ใช้นักแสดง 150 คนและชุดอีกกว่า 500 ชุด และความปราณีตในทุกๆศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแสดง ไม่ว่าจะเป็น การเขียนบท กำกับการแสดง แสง สี เสียง ฉาก และเทคนิคพิเศษ

การแสดงจะแบ่งเป็น 3 องค์
องค์ 1 ย้อนรอยประวัติศาสตร์

ฉากที่ 1 ศรัทธา…ล้านนานคร

ฉากที่ 2 ทะเลใต้…การค้าขายพ้นทะเล
ฉากที่ 3 อีสาน…ตำนานปราสาทหิน

ฉากที่ 4 กรุงศรี…ราชธานีที่รุ่งโรจน์


องค์ที่ 2 ท่องไปในไตรภพ สู่ดินแดนแห่งจินตนาการ นรก หิมพานต์ สวรรค์

ฉากที่ 1 นรกภูมิ

ฉากที่ 2 หิมพานต์ ตำนานเร้นลับ

ฉากที่ 3 สวรรค์…อัศจรรย์


องค์ที่ 3 รื่นเริงสนุกสนาน สืบสานประเพณีไทย


หลังจบการแสดง ผมเดินออกจากโรงละครด้วยหัวใจพองโต เต็มอิ่มไปกับอรรถรสของศิลปะการแสดงใน style ไทยสากลที่หาชมไม่ได้ง่ายนัก บัตรแม้จะมีราคาที่สูงกว่าการเข้าชมการแสดงประเภทอื่น แต่สำหรับผมแล้ว สยามนิรมิตร คุ้มค่า ทุกบาท ทุกสตางค์

ผมไม่รู้ว่า
สยามนิรมิตร นั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ทีมผู้จัดทำเป็นใคร คุ้มทุนหรือไม่ และมีแผนการอะไรต่อไปในอนาคต
สิ่งที่ผมเห็นในวันนั้นคือ กลุ่มคนที่รัก ตั้งใจ และทุ่มเทให้ สยามนิรมิตร ดำเนินไปอย่างสวยงาม และราบรื่น ทั้งผู้ที่ทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกๆคน

ชีวิตของพวกเขาทุ่มไปที่งาน อดทน ลำบาก ตั้งใจฝึกซ้อม เพื่อความฝันของตนเอง

บางครั้งการได้ทำ แม้ไม่สำเร็จ มีค่ากว่าความสำเร็จ
ผมเห็นความสุขของการตั้งใจทำงาน

ความยากลำบาก อาจไม่มีความหมายอะไรเลย

ความสุขที่ได้ทำงานตามความฝันต่างหากเล่า
คือ รางวัลที่แท้จริง . . .


Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit
Siam Niramit

บุญชู สระอู ย๊าน ยาน

ถาปัด การละคร 2550
มาในแบบไทยๆ สบายๆ และมุขขำๆแบบ สไตล์ถาปัด
ปีนี้ผมไม่พลาดอีกเช่นเคย เพราะเรื่องเชยๆ ชวนยิ้ม แบบนี้
ผมชอบนัก . . .

vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink

Moulin Arch

ไม่น่าเชื่อว่าผมเขียน blog มาแล้ว 1 ปี
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

จำได้ว่าช่วงแรกที่เขียน blog นั้น
ผมเขียนถึงละครสถาปัตย์จุฬาฯ เรื่อง เดชไอ้ด้วน
ซึ่งผมประทับใจมากกับความสนุกสนานและ production อันตระการตา

ผ่านไป 1 ปี....สถาปัตย์จุฬาฯ กลับมาพร้อมกับ
Moulin Rouge ละครรักโรแมนติคที่ชวนติดตาม
และแน่นอนกับความตลก สนุกสนาน หยอกเย้า ยั่วล่อ ในรูปแบบที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า
เป็น unique style ของสถาปัตย์จุฬาฯจริงๆ

ปีนี้แม้ไม่มี production ที่ตระการตา หรือ special effects ที่หวือหวา
แต่ Moulin Rouge ก็แฝงไว้ด้วยความซึ้ง ประทับใจ กับบทที่เรียบเรียงไว้อย่างพิถีพิถัน
เพลงที่บรรจงเขียน สร้างความสนุกสนาน และเสริมให้องค์รวมมีพลัง
และที่สำคัญความสนุกสนานจากความเป็นละครเฉพาะตัวที่ใครและใครไม่ควรมองข้าม

ผมให้สัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่พลาดละครของ สถาปัตย์จุฬาฯ อีก
ตราบเท่าที่ผมจะหาเวลา และมีเรี่ยวแรงจะไปชม

Official website
http://www.moulinarch.com

vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink