ชีวิตในโรงพยาบาล นอกจากจะเปิดมุมมองของผมในเรื่องของชีวิตแล้ว
ผมยังได้พบกับเกร็ดความรู้ทั่วไปที่ผมไม่เคยสนใจ หรือมองข้ามไปตลอด
ผมพบว่าการมีสุขภาพที่ดีนั้นนอกจากการเอาใจใส่ดูแลตนเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรกระทำแล้ว นิสัยหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น ยังนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีได้
ในดีมีเสีย ในเสียมีดี . . .
สุขภาพดีจากนิสัยเสีย
- กินถั่วแกล้มเหล้า
ในถั่วมีสารเคมีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
- ชอบทาน Chocolate
ใน dark chocolate นั้นมีสาร antioxidant ที่ช่วยต้านมะเร็ง
ถ้าขมไปก็หันมาทาน milk chocolate ซึ่งแม้จะต้านมะเร็งได้น้อยกว่าแต่มี calcium มากกว่าถึง 5 เท่า
- โวยวาย
ผลจากวิจัยจาก Harvard University พบว่าการแสดงความโกรธออกไปจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้
- หลับกลางวัน
การหลับตอนกลางวันแม้ในที่ทำงานมีประโยชน์มาก เพราะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
- เครียดและกดดัน
ความเครียดเป็นแรงผลักดันรูปแบบหนึ่งที่ทำให้เราทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ
- เจ้าน้ำตา
น้ำตาสามารถลดความเครียดได้ และยังช่วยกำจัดสารแมงกานีสในร่างกายซึ่งก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า
และช่วยลดเอนไซม์ที่ทำให้เกิดแผลพุพองด้วยเช่นกัน
- ช่างพูด
การเมาท์นอกจากช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด creative thinking
และหลั่งสาร endorphin ที่ทำให้อารมณ์ดี
ผมชอบลักษณะการมองมุมกลับ เจาะลึกลงในรายละเอียดของข้อมูล ซึ่งนอกจากความรู้ที่ได้ทางตรงแล้ว ในทางอ้อมยังสอนให้รู้ว่า . . .
บางทีชีวิตอาจจะเร้าใจกว่า หากเราสัมผัสมันให้ครบทุกจังหวะ
เข้าใจในรายละเอียด มองให้ครบถ้วนทุกมุม
ถูกที่ถูกเวลา พอเหมาะพอดี อะไรๆก็ดีได้ทั้งนั้น
* ข้อมูลจากหนังสือ Modern Mum vol.11 No.125
เวลาที่เหลือ
3
comments |
This entry was posted on October 18, 2006
ช่วงเวลานี้ในเมืองไทย ถ้าไม่คุยกันเรื่องของการปฎิวัติทางการเมือง
ก็ต้องพูดกันถึงเรื่องของ อุทกภัย ภัยธรรมชาติที่นานครั้งจะมีให้เห็น
เราพึ่งจะตกตะลึงไปกับเหตุการณ์ สินามิ ไม่นานมานี้
แต่วันนี้ เรากำลังเผชิญกับ น้ำที่ท่วมเน่าไปทั่วทุกภาค และสร้างปัญหามากมายที่ตามมา
'เรา' อาจจะรู้สึกหดหู่และเห็นใจกับครอบครัวที่ถูกอุทกภัย แต่ความหดหู่นี้อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อชีวิตของเราจนทำให้เราเครียด นั่นอาจเป็นเพราะความห่างไกลจากตัวของเรา
หรือพูดอีกทางหนึ่งได้ว่า
เพราะ 'เรา' ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ...
ผมเข้าๆ ออกๆ และใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลมากว่า 3 เดือนแล้ว
พบเห็นโลกอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยคิด ไม่เคยเห็น
ผมเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคน ทั้งค่อยๆหลับไป ทั้งทุรนทุราย และทั้งที่ดูเหมือนตายทั้งเป็นจนสิ้นลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมาน
สะเทือนใจครับ แต่เห็นมากเข้าก็เริ่มชาชิน
ใช่ ! ผมอาจจะไม่รู้สึกโศกเศร้าเท่ากับญาติของผมตายไปคนนึง
หรือผมอาจรู้สึกว่าผู้ที่หลับแล้วเสียชีวิตไป ไม่น่าจะทรมาณเท่ากับผู้ที่ดิ้นทุรนทุราย ตาเหลือก ลิ้นปลิ้นออกจากปากก่อนเสียชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามองว่ามันเป็นการจากไปแบบไม่ปกติ
สามสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสถาปัตย์ของผมคนหนึ่งได้เสียแม่ของเขาไปอย่างน่าตกใจ
เขาพึ่งเขียนข้อความลงใน webboard ของรุ่นว่า เขาอยากให้แม่กลับบ้านเสียทีเพราะเห็นแม่บ่นว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากนอนที่โรงพยาบาลแล้ว หลังจากผมอ่านข้อความนั้นได้ 2 วัน แม่เขาก็จากไป
ผมจำได้ดีว่าเพื่อนคนเดียวกันนี้ สูญเสียพ่อของเขาไปแบบกระทันหันในขณะที่เขาเรียนอยู่ที่ France 2 ปีก่อน
เพื่อนๆต่างรู้สึกเสียใจ หดหู่กับความสูญเสียอีกครั้งของเขา ผมรู้สึกสะเทือนใจมากกว่าการเห็นคนไข้ในโรงพยาบาลจากไปต่อหน้าต่อตา นั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนของผม คนรุ่นเดียวกับผม เรียนมาด้วยกัน ใช้ชีวิตมาในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อเขาสูญเสียพ่อและแม่ไป ผมก็อดที่จะคิดถึงป๊ากับม้าของผมบ้างไม่ได้
ยิ่งผมรู้ข่าวของเขาในช่วงเวลาที่ป๊ายังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยแล้วยิ่งสะเทือนใจ
ผมพบว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบาง
สามเดือนกับชีวิตในโรงพบาบาล ผมสัมผัสกับความตายในระยะประชิด บ่อยจนบางครั้งผมรู้สึกชินชาตายด้านและปลง
บางครั้งผมรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ยังอนุญาติให้ผมยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้
ความจริงเราทุกคนก็เดินเข้าหาความตายทุกวัน ใกล้ขึ้น ประชิดขึ้น โดยไม่มีวันที่เราจะรู้ได้ว่า เรามีเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกกี่วัน
ผมเห็นคุณค่าของลมหายใจ และรู้สึกดีที่มันยังเดินทางเข้าและออก
เห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นลูกของป๊าและม้า
บางทีเราอาจจะไม่มีวันเข้าใจมันได้จนกว่าเราจะเข้าใกล้มันจริงๆ
เราอาจจะไม่รู้คุณค่าของการมีชีวิต หากเราไม่รู้จักความตายให้ดีก่อน
การใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หลายคนให้เหตุผลว่ามันเป็นกลไกของสังคม เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
เป็นธรรมชาติของชีวิตเมือง หลายคนฝืนทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ชอบหรือรักที่จะทำ แต่ก็ไม่กล้าที่ลุกขึ้นทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ หลายคนบ่นว่าโลกใบนี้น่าเบื่อ
ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมองข้าม หรือมองไม่เห็นคุณค่าของการมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้
คุณค่าของการมีชีวิตบนโลกใบนี้
หากเรามองเห็นความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย เราอาจจะเห็นคุณค่าของการมีชึวิตมากขึ้น
และใช้เวลาชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่ากว่าที่เคย . . .
ก็ต้องพูดกันถึงเรื่องของ อุทกภัย ภัยธรรมชาติที่นานครั้งจะมีให้เห็น
เราพึ่งจะตกตะลึงไปกับเหตุการณ์ สินามิ ไม่นานมานี้
แต่วันนี้ เรากำลังเผชิญกับ น้ำที่ท่วมเน่าไปทั่วทุกภาค และสร้างปัญหามากมายที่ตามมา
'เรา' อาจจะรู้สึกหดหู่และเห็นใจกับครอบครัวที่ถูกอุทกภัย แต่ความหดหู่นี้อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อชีวิตของเราจนทำให้เราเครียด นั่นอาจเป็นเพราะความห่างไกลจากตัวของเรา
หรือพูดอีกทางหนึ่งได้ว่า
เพราะ 'เรา' ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ...
ผมเข้าๆ ออกๆ และใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลมากว่า 3 เดือนแล้ว
พบเห็นโลกอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยคิด ไม่เคยเห็น
ผมเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคน ทั้งค่อยๆหลับไป ทั้งทุรนทุราย และทั้งที่ดูเหมือนตายทั้งเป็นจนสิ้นลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมาน
สะเทือนใจครับ แต่เห็นมากเข้าก็เริ่มชาชิน
ใช่ ! ผมอาจจะไม่รู้สึกโศกเศร้าเท่ากับญาติของผมตายไปคนนึง
หรือผมอาจรู้สึกว่าผู้ที่หลับแล้วเสียชีวิตไป ไม่น่าจะทรมาณเท่ากับผู้ที่ดิ้นทุรนทุราย ตาเหลือก ลิ้นปลิ้นออกจากปากก่อนเสียชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามองว่ามันเป็นการจากไปแบบไม่ปกติ
สามสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนสถาปัตย์ของผมคนหนึ่งได้เสียแม่ของเขาไปอย่างน่าตกใจ
เขาพึ่งเขียนข้อความลงใน webboard ของรุ่นว่า เขาอยากให้แม่กลับบ้านเสียทีเพราะเห็นแม่บ่นว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากนอนที่โรงพยาบาลแล้ว หลังจากผมอ่านข้อความนั้นได้ 2 วัน แม่เขาก็จากไป
ผมจำได้ดีว่าเพื่อนคนเดียวกันนี้ สูญเสียพ่อของเขาไปแบบกระทันหันในขณะที่เขาเรียนอยู่ที่ France 2 ปีก่อน
เพื่อนๆต่างรู้สึกเสียใจ หดหู่กับความสูญเสียอีกครั้งของเขา ผมรู้สึกสะเทือนใจมากกว่าการเห็นคนไข้ในโรงพยาบาลจากไปต่อหน้าต่อตา นั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นเพื่อนของผม คนรุ่นเดียวกับผม เรียนมาด้วยกัน ใช้ชีวิตมาในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อเขาสูญเสียพ่อและแม่ไป ผมก็อดที่จะคิดถึงป๊ากับม้าของผมบ้างไม่ได้
ยิ่งผมรู้ข่าวของเขาในช่วงเวลาที่ป๊ายังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยแล้วยิ่งสะเทือนใจ
ผมพบว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบาง
สามเดือนกับชีวิตในโรงพบาบาล ผมสัมผัสกับความตายในระยะประชิด บ่อยจนบางครั้งผมรู้สึกชินชาตายด้านและปลง
บางครั้งผมรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ยังอนุญาติให้ผมยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้
ความจริงเราทุกคนก็เดินเข้าหาความตายทุกวัน ใกล้ขึ้น ประชิดขึ้น โดยไม่มีวันที่เราจะรู้ได้ว่า เรามีเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกกี่วัน
ผมเห็นคุณค่าของลมหายใจ และรู้สึกดีที่มันยังเดินทางเข้าและออก
เห็นคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นลูกของป๊าและม้า
บางทีเราอาจจะไม่มีวันเข้าใจมันได้จนกว่าเราจะเข้าใกล้มันจริงๆ
เราอาจจะไม่รู้คุณค่าของการมีชีวิต หากเราไม่รู้จักความตายให้ดีก่อน
การใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หลายคนให้เหตุผลว่ามันเป็นกลไกของสังคม เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
เป็นธรรมชาติของชีวิตเมือง หลายคนฝืนทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ชอบหรือรักที่จะทำ แต่ก็ไม่กล้าที่ลุกขึ้นทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ หลายคนบ่นว่าโลกใบนี้น่าเบื่อ
ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมองข้าม หรือมองไม่เห็นคุณค่าของการมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้
คุณค่าของการมีชีวิตบนโลกใบนี้
หากเรามองเห็นความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย เราอาจจะเห็นคุณค่าของการมีชึวิตมากขึ้น
และใช้เวลาชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่ากว่าที่เคย . . .
ลูบคลำ 0074
5
comments |
This entry was posted on October 10, 2006
อ่านและสิงอยู่ใน guitarthai มาหลายปี จนได้พบกับกลุ่มคนมีน้ำใจที่รัก guitar อย่างจริงจังมาก ถึงมากที่สุด เมื่อพูดคุยกันบ่อยขึ้น กันเองขึ้น ในที่สุดผมก็ได้มาเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง กับกลุ่มคนกลุ่มนี้เข้าแบบจริงจัง
พวกเขาเรียกตัวเองว่า "ลูบคลำ"
หมายถึง กิริยา 'จำเป็น' ที่มีให้กับ guitar ของตนเอง
หมายถึง การมีเวลาส่วนตัวที่จำกัด เนื่องจากมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ
เมื่อมีเวลาให้กับ guitar ได้ไม่มาก...'ลูบคลำ' เอาก็ยังดี
ทุกคนเลือกหมายเลขประจำตัวกันเองตามชอบแต่ต้องเป็นเลข 4 หลัก
แน่นอนว่า เลขของผมก็คงไม่พ้น #0074
แก๊งค์นี้รวมตัวกันด้วยความรัก guitar เหมือนๆกัน
แต่สิ่งที่ผมประทับใจกับ แก๊งค์ลูบคลำ กลับไม่ใช่เรื่องของ guitar เลย
แต่เป็นเรื่องของ 'น้ำใจ' ที่แบ่งให้กันอย่างจริงใจ
ค่อนข้างจะหายากในสังคมไทยปัจจุบัน และเป็นมิตรภาพที่ยากจะปฎิเสธ
สมาชิกทั้ง 20 คนอนุมัติให้ผมเป็นคนที่ 21
ด้วยนโยบายของแก๊งค์ ดังต่อไปนี้...

นโยบายของแก๊งค์
1. ค่อนข้างมีอายุ จากข้อมูลที่ทราบ ส่วนใหญ่อายุจะมีตั้งแต่ 40 ปลายๆ ลงไปถึง 20 ปลายๆครับ เด็กๆเค้าคงทนฟังผู้ใหญ่อย่างเราคุยกันไม่ได้น่ะเพราะอารมณ์พวกเรามันเย็นจนหนาวเลยครับ อ้ะอ้ะ แต่อย่ามาว่าแก๊งค์เราเป็นแก๊งค์คนแก่นะ เรื่องนี้ไม่มีใครยอมใครเลย
2. ทำงานแล้ว หลายท่านมีอาชีพส่วนตัว หลายท่านทำงานบริษัท บางท่านก็อยู่ต่างแดนครับ ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน้อต วันหยุดนักขัตฤกษ์ยังไม่เว้น ซึ่งจะเป็นสาเหตุของข้อต่อไป
3. ไม่ค่อยมีเวลาครับ อันนี้เป็นที่มาของชื่อแกงค์ว่าทำไมต้องลูบคลำ ก็มันไม่มีเวลาเล่นยังไงครับ ถึงเวลาก็เอามาเช็ดๆถูๆ ดีดสักคอร์ดสองคอร์ด แล้วก็เข้านอน ชีวิตรันทดจริงๆครับ แกงค์เรา
4. มีกีต้าร์มากกว่า 1 ตัว อันนี้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพในการลูบคลำครับ ยิ่งมีหลายตัว ยิ่งอาการหนัก กล่าวคือไม่มีโอกาสได้เล่นหรือจับกีต้าร์บางตัวเลย ปล่อยให้กีต้าร์นอนแอ้งแม้ง เดียวดายอยู่ในกล่อง บางท่านอาการหนักถึงขั้นเปิดกล่องดูครั้งเดียวแล้วก็เก็บเข้ากรุ
5. อารมณ์ดีเป็นนิจ อันนี้ก็สำคัญครับ ใครอย่ามามีสาระในอีเมล์เชียว แต่ก็แฝงความสุขุมนุ่มลึกครับ ช่วงนี้กำลังฮิต "อิอิ" ครับ เน้นขำไว้ก่อน บางคน ประทานโทษ ทะเลาะกับเมียมา ยังขำได้เลย อิอิ บางทีก็ร้องไห้ไปขำไป ฮือฮือ อิอิ ฮือฮือ อิอิ
6. รสนิยมการฟังเพลงไม่ต้องเหมือนกัน ยิ่งต่างยิ่งดี บางคนชอบ Death metal บางคนชอบเพลงยุค 60's บางคนชอบร็อค บางคนชอบแจ๊ซ บางคนชอบสุนทราภรณ์ บางคนชอบลิเดีย!
7. มีความสามารถในการสื่อสารและเข้าถึงอีเมล์ ส่วนใหญ่เราจะติดต่อทางอีเมล์เท่านั้น โธ่! ก็บอกแล้วไงครับ คนมันไม่มีเวลา ดีหน่อยก็โทรคุยกันขอคำปรึกษาตอนจะตัดสินใจซื้อกีต้าร์
8. หน้าตาไม่สำคัญ แต่ขอบอกเลยว่าแกงค์นี้ทรมานใจสาวทุกคน มีให้เลือกครบทุกสไตล์ ทุกสเป็ค เจ้าชู้นิดๆ จนถึงมากๆ ใครเป็นใครไปสืบเอาเองก็แล้วกันครับ แค่คนรักเดียวใจเดียวก็มีนะครับ นับว่าหายากยิ่งและสมควรแก่การอนุรักษ์ เป็นใคร ตัวท่านเองคงทราบดี
9. ข้อนี้เกือบลืม มีใจรักกีต้าร์ครับ เห็นกีต้าร์แล้วเป็นต้องหื่นกระหาย (ขอยืมชื่อแกงค์จ้องหื่นหน่อย) พยายามโลมเลียด้วยสายตาก็ยังดี หนักเข้าก็เม้มเงินภรรยาแอบไปซื้อกีต้าร์ บางท่านก็ต้องขวนขวายไปขุดทองถึงต่างประเทศทั้งแบบชั่วคราวและถาวร ได้ดิบได้ดีไปตามๆกัน อยากได้ตัวไหนก็ว่ากันไปแล้วแต่ความชอบ แต่ส่วนใหญ่มักจะชอบอะไรคล้ายๆกันนะ
10. ข้อสุดท้ายครับ ความจริงสมาชิกที่สนใจไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้างต้นครบก็ได้ครับ เราไม่ได้ตั้งแง่จำกัดผู้สนใจท่านอื่นๆนะครับ เพียงแต่ว่าแกงค์เรามันหอหลอมและรวมตัวกัน
จากการที่เรามีอะไรบางอย่างคล้ายๆกันเท่านั้นเอง
พวกเขาเรียกตัวเองว่า "ลูบคลำ"
หมายถึง กิริยา 'จำเป็น' ที่มีให้กับ guitar ของตนเอง
หมายถึง การมีเวลาส่วนตัวที่จำกัด เนื่องจากมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ
เมื่อมีเวลาให้กับ guitar ได้ไม่มาก...'ลูบคลำ' เอาก็ยังดี
ทุกคนเลือกหมายเลขประจำตัวกันเองตามชอบแต่ต้องเป็นเลข 4 หลัก
แน่นอนว่า เลขของผมก็คงไม่พ้น #0074
แก๊งค์นี้รวมตัวกันด้วยความรัก guitar เหมือนๆกัน
แต่สิ่งที่ผมประทับใจกับ แก๊งค์ลูบคลำ กลับไม่ใช่เรื่องของ guitar เลย
แต่เป็นเรื่องของ 'น้ำใจ' ที่แบ่งให้กันอย่างจริงใจ
ค่อนข้างจะหายากในสังคมไทยปัจจุบัน และเป็นมิตรภาพที่ยากจะปฎิเสธ
สมาชิกทั้ง 20 คนอนุมัติให้ผมเป็นคนที่ 21
ด้วยนโยบายของแก๊งค์ ดังต่อไปนี้...
นโยบายของแก๊งค์
1. ค่อนข้างมีอายุ จากข้อมูลที่ทราบ ส่วนใหญ่อายุจะมีตั้งแต่ 40 ปลายๆ ลงไปถึง 20 ปลายๆครับ เด็กๆเค้าคงทนฟังผู้ใหญ่อย่างเราคุยกันไม่ได้น่ะเพราะอารมณ
2. ทำงานแล้ว หลายท่านมีอาชีพส่วนตัว หลายท่านทำงานบริษัท บางท่านก็อยู่ต่างแดนครับ ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน้อต วันหยุดนักขัตฤกษ์ยังไม่เว้น ซึ่งจะเป็นสาเหตุของข้อต่อไป
3. ไม่ค่อยมีเวลาครับ อันนี้เป็นที่มาของชื่อแกงค์ว
4. มีกีต้าร์มากกว่า 1 ตัว อันนี้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพในการ
5. อารมณ์ดีเป็นนิจ อันนี้ก็สำคัญครับ ใครอย่ามามีสาระในอีเมล์เชียว แต่ก็แฝงความสุขุมนุ่มลึกครับ ช่วงนี้กำลังฮิต "อิอิ" ครับ เน้นขำไว้ก่อน บางคน ประทานโทษ ทะเลาะกับเมียมา ยังขำได้เลย อิอิ บางทีก็ร้องไห้ไปขำไป ฮือฮือ อิอิ ฮือฮือ อิอิ
6. รสนิยมการฟังเพลงไม่ต้องเหมือนก
7. มีความสามารถในการสื่อสารและเข
8. หน้าตาไม่สำคัญ แต่ขอบอกเลยว่าแกงค์นี้ทรมานใจสา
9. ข้อนี้เกือบลืม มีใจรักกีต้าร์ครับ เห็นกีต้าร์แล้วเป็นต้องหื
10. ข้อสุดท้ายครับ ความจริงสมาชิกที่สนใจไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้างต้นครบก
จากการที่เรามีอะไรบางอย่างคล้ายๆกันเท่านั้นเอง
ช่องว่าง
11
comments |
This entry was posted on September 16, 2006
ผมเป็นคนขี้เหงา และว้าเหว่ และเพราะรู้ว่าเป็นคนแบบนั้นจึงพยายามซ่อนมันไว้ตามที่ต่างๆรอบตัว
บ้างโยนมันไว้ในแก้วเบียร์เย็น
บ้างปล่อยมันไว้ที่ปลายนิ้วขณะกรีดลงบนเส้นลวดทั้ง 6 สาย
บ้างยัดมันลงกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง
บ้างกลืนไว้กับถ้อยคำโปกฮา ในวงสนทนากับมิตรสหาย
บ้างทอดไว้ที่ปลายสายตาไร้จุดสิ้นสุดหลังพวงมาลัย
และบ่อยครั้งการประพฤติตนในลักษณะ แหกคอก จากสังคมก็เป็นการบรรเทาความว้าเหว่ลงได้เช่นกัน
การเขียนพรรณาลงบนกระดาษว่างเปล่า หรือพื้นที่กึ่งส่วนตัวเช่น blogger.com เป็นการดิ้นรนอีกทางหนึ่งให้พ้นจากสภาพว้าเหว่ เหี่ยวเฉาในจิตใจตนเอง
หากผู้อ่าน (visitors) จะกรุณาอ่านและลงความเห็น (comment)
ย่อมถือว่าได้บุญ ได้กุศลอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการหยิบยื่นความสุข เข้ามาแทนช่องว่างของความว้าเหว่
เท่าเทียม
3
comments |
This entry was posted on September 15, 2006
"แต่อย่างน้อย...เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า"
ความจริงการเคารพต่อผู้อาวุโสนั้นมีมานานนม เป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกมาช้านาน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและคนไทยด้วย เราถือการไหว้เป็นการเคารพ คารวะของผู้มีอายุน้อยต่อผู้มีอายุมากกว่า ส่วนในระบบการทำงานทั้งเอกชนและราชการ ผู้ที่มียศตำแหน่งต่ำกว่าก็เคารพต่อผู้มียศตำแหน่งสูงกว่า
ขณะที่ฝรั่งใช้วิธีจับมือกัน เป็นการติดต่อสื่อสารและเคารพกันแบบ flat network คือ ความเท่าเทียมกัน ด้วยแนวคิดแบบเสรีนิยมและเน้นในเรื่องความเสมอภาค
จากการที่ผมเคยทำงานทั้งในและนอกประเทศมา ผมพบว่า flat network มีข้อดีคือ ไม่ต้องลังเลว่าใครมีอายุมากกว่าใคร หรือใครยศตำแหน่งสูงกว่าใคร และคิดว่าใครควรไหว้ใครก่อน
ทั้ง 2 ระบบมีข้อดีและเสียต่างกัน และต่างก็ต้องรักษา balance ของระบบให้ดี การยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่งจะทำให้ไม่ flexible การถืออายุเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในการเคารพ ตัดสิน หรือแสดงเหตุผล จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อผมไปเริ่มทำงานที่ Venice, CA มี designers จากหลากหลายชาติ เข้ามาจับมือ และทักทายผมโดยไม่ต้องมีคนแนะนำ เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผมรู้สึกดีต่อองค์กร และรู้สึกว่าองค์กรนี้น่าทำงาน น่าอยู่ (เขารู้จักผมในการประชุมและมีการแนะนำตัวว่าผมเป็นคนที่เข้ามาทำงานใหม่)
หมดสมัยแล้วสำหรับการเคารพกันที่อายุ หรือ ความอาวุโส อิทธิพลจากโลกตะวันตกส่งผลให้ความเคารพ หวาดกลัว หรือยำเกรง ต่อผู้มีอายุมากกว่าลดลง มีความคิด และการกระทำของผู้ใหญ่มากมายที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง และไม่คล้อยตาม ผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป เด็กไม่จำเป็นต้องเชื่อผู้ใหญ่ทุกเรื่อง เพราะผู้ใหญ่ที่อายุ 40 กับผู้ใหญ่วัย 60 นั้นก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
ความจริง...ความคิด...การให้เกียรติกันและกัน มากกว่าที่น่าเคารพ ผมเชื่ออย่างนั้น
ไม่ใช่ว่าอายุมากกว่า ก็ถูกไปหมด เด็กไม่ควรแย้ง หรือขัดผู้ใหญ่ (ทั้งๆที่เห็นกันอยู่ว่า ผู้ใหญ่กำลังไร้สติและมารยาทที่ดี ไร้การให้เกียรติกันและกัน)
สมัยผมเรียนอยู่ที่ USA ผมพบว่า ทุกคนที่นั่นเทียบเท่ากันไม่เกี่ยวอายุ วัย และเพศ ทุกๆคนมาทำหน้าที่ของตน มาสอน มาเรียน มาแลกเปลี่ยนทัศนะคติและความรู้ ทุกคนมีเสรีในการวิจารณ์ แสดงความเห็นได้เต็มที่ ในขณะที่ทุกคนก็พร้อมจะเปิดใจรับฟัง แม้มันจะไม่ใช่ภาพรวมของสังคมอเมริกันทั้งหมด แต่ข้อดีจุดนี้ เป็นจุดที่ผมประทับใจ และคิดถึงทุกครั้งที่เห็นและพบเจอผู้ใหญ่ที่ไม่น่าเคารพ ผู้ใหญ่ประเภทที่ต้องหลีกหนีให้ไกล
เปล่า ! ผมไม่ได้บอกให้ก้าวร้าว หรือปีนเกลียว
วันนี้...ผู้ใหญ่อย่างผมยังรู้สึกว่าเด็กควรมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส ไม่ใช่เพราะวัย แต่เป็นเพราะการให้เกียรติผู้อาวุโสในฐานะมนุษย์ผู้ควรค่าแก่การเคารพ ซึ่งต้องหมายถึงผู้ใหญ่ที่น่าเคารพจริงๆเท่านั้น
ครู ที่ตั้งใจสอน ก็ควรได้รับการเคารพอย่างเต็มที่
พ่อ แม่ ที่ดีก็ควรได้รับการ กตัญญู รู้คุณ
ผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล มีสติ ก็ควรได้รับความเคารพ และเกรงใจ
สังคม ควรจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน แต่ยังคงเคารพกันและกัน
ความจริงการเคารพต่อผู้อาวุโสนั้นมีมานานนม เป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกมาช้านาน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและคนไทยด้วย เราถือการไหว้เป็นการเคารพ คารวะของผู้มีอายุน้อยต่อผู้มีอายุมากกว่า ส่วนในระบบการทำงานทั้งเอกชนและราชการ ผู้ที่มียศตำแหน่งต่ำกว่าก็เคารพต่อผู้มียศตำแหน่งสูงกว่า
ขณะที่ฝรั่งใช้วิธีจับมือกัน เป็นการติดต่อสื่อสารและเคารพกันแบบ flat network คือ ความเท่าเทียมกัน ด้วยแนวคิดแบบเสรีนิยมและเน้นในเรื่องความเสมอภาค
จากการที่ผมเคยทำงานทั้งในและนอกประเทศมา ผมพบว่า flat network มีข้อดีคือ ไม่ต้องลังเลว่าใครมีอายุมากกว่าใคร หรือใครยศตำแหน่งสูงกว่าใคร และคิดว่าใครควรไหว้ใครก่อน
ทั้ง 2 ระบบมีข้อดีและเสียต่างกัน และต่างก็ต้องรักษา balance ของระบบให้ดี การยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่งจะทำให้ไม่ flexible การถืออายุเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ในการเคารพ ตัดสิน หรือแสดงเหตุผล จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีประสิทธิภาพ
เมื่อผมไปเริ่มทำงานที่ Venice, CA มี designers จากหลากหลายชาติ เข้ามาจับมือ และทักทายผมโดยไม่ต้องมีคนแนะนำ เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผมรู้สึกดีต่อองค์กร และรู้สึกว่าองค์กรนี้น่าทำงาน น่าอยู่ (เขารู้จักผมในการประชุมและมีการแนะนำตัวว่าผมเป็นคนที่เข้ามาทำงานใหม่)
หมดสมัยแล้วสำหรับการเคารพกันที่อายุ หรือ ความอาวุโส อิทธิพลจากโลกตะวันตกส่งผลให้ความเคารพ หวาดกลัว หรือยำเกรง ต่อผู้มีอายุมากกว่าลดลง มีความคิด และการกระทำของผู้ใหญ่มากมายที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง และไม่คล้อยตาม ผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป เด็กไม่จำเป็นต้องเชื่อผู้ใหญ่ทุกเรื่อง เพราะผู้ใหญ่ที่อายุ 40 กับผู้ใหญ่วัย 60 นั้นก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
ความจริง...ความคิด...การให้เกียรติกันและกัน มากกว่าที่น่าเคารพ ผมเชื่ออย่างนั้น
ไม่ใช่ว่าอายุมากกว่า ก็ถูกไปหมด เด็กไม่ควรแย้ง หรือขัดผู้ใหญ่ (ทั้งๆที่เห็นกันอยู่ว่า ผู้ใหญ่กำลังไร้สติและมารยาทที่ดี ไร้การให้เกียรติกันและกัน)
สมัยผมเรียนอยู่ที่ USA ผมพบว่า ทุกคนที่นั่นเทียบเท่ากันไม่เกี่ยวอายุ วัย และเพศ ทุกๆคนมาทำหน้าที่ของตน มาสอน มาเรียน มาแลกเปลี่ยนทัศนะคติและความรู้ ทุกคนมีเสรีในการวิจารณ์ แสดงความเห็นได้เต็มที่ ในขณะที่ทุกคนก็พร้อมจะเปิดใจรับฟัง แม้มันจะไม่ใช่ภาพรวมของสังคมอเมริกันทั้งหมด แต่ข้อดีจุดนี้ เป็นจุดที่ผมประทับใจ และคิดถึงทุกครั้งที่เห็นและพบเจอผู้ใหญ่ที่ไม่น่าเคารพ ผู้ใหญ่ประเภทที่ต้องหลีกหนีให้ไกล
เปล่า ! ผมไม่ได้บอกให้ก้าวร้าว หรือปีนเกลียว
วันนี้...ผู้ใหญ่อย่างผมยังรู้สึกว่าเด็กควรมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส ไม่ใช่เพราะวัย แต่เป็นเพราะการให้เกียรติผู้อาวุโสในฐานะมนุษย์ผู้ควรค่าแก่การเคารพ ซึ่งต้องหมายถึงผู้ใหญ่ที่น่าเคารพจริงๆเท่านั้น
ครู ที่ตั้งใจสอน ก็ควรได้รับการเคารพอย่างเต็มที่
พ่อ แม่ ที่ดีก็ควรได้รับการ กตัญญู รู้คุณ
ผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล มีสติ ก็ควรได้รับความเคารพ และเกรงใจ
สังคม ควรจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน แต่ยังคงเคารพกันและกัน

