ดื่มนมเยอะเยอะ ร่างกายแข็งแรง

..........................ดื่มอะไรไม่สู้......................ดื่มนม
..........................นมกลิ่นหอมชวนดม............แน่นเนื้อ
.........................เยอะมากหากอ้วนกลม.........เหนื่อยง่าย
.........................เยอะรสซดหัวเชื้อ...............อิ่มแล้วพุงกาง

.........................ร่างรูปซูบตอบแห้ง..............เอนเอียง
.........................กายล่ำกล้ามเนื้อเรียง............เด่นล้ำ
.........................แข็งแรงให้พอเพียง............ปลอดโรค
.........................แรงฤทธิ์ย้ำดื่มซ้ำ................หมดแก้วโตไว

milk
milk
milk

Caramel Frappucio

หย่อนตูดลงบนเก้าอี้ผ้าหนานุ่มสบาย แก้วพลาสติกใสทรงสูงในมือบรรจุกาแฟคั่วบดปั่น คาราเมลบนครีมขาวเหนือชั้นกาแฟส่งกลิ่นหอมเชิญชวน นวลไฟสีเหลืองอ่อนโอบกอดความสดชื่นในยามเช้า หุ้มห่อความอบอุ่นยามค่ำคืน แสงป้ายนีออนรูปสัญลักษณ์ของสินค้าทรงกลมสีเขียวสว่างสดใสสะดุดตา เสียงดนตรี jazz คลอเคล้าอารมณ์ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย

รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับกาแฟรสเลิศ

รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่สิ้นเปลือง
รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เงียบสงบสำหรับการนั่งทำงาน
รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่สร้างกระแสนิยมที่คนบางกลุ่มคิดว่านั่งแล้วเท่ห์ ดูดีมีชาติตระกูล ซึ่งมันไม่เท่ห์หรอกผมก็รู้
แต่ผมก็นิยมผ่านเวลาชีวิตของผมที่นี่บ่อยครั้งเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าฟ้าเบื้องบนจะส่องสว่าง ครึ้มฝน หรือมืดสนิท

กระแสทุนนิยมที่แทรกตัวเข้าสู่ชีวิตเมืองทำให้ “เรา” ลืมหรือหนีจากรากฐานของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างที่พ่อตรัสไปสู่การใช้ชีวิต

ที่โอบล้อมไปด้วยอุปสงค์อุปทานจอมปลอม

. . .“เรา”หมายรวมถึงผมด้วย . . .โดยเฉพาะการใช้ชีวิตสันโดษของผมที่อเมริกา


บ่อยครั้งที่ผมเลือกกำจัดเม็ดเงินของผมที่นี่มากกว่าร้านอาหารทั่วไปทั้งๆที่รู้ว่า

ค่าครองชีพที่นั่นสูงกว่าบ้านเรามากและผมควรจะใช้จ่ายให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป

ทุกครั้งที่ผ่านสาขาของร้านนี้ในเมืองไทย แลเห็นจำนวนลูกค้าที่เข้าไปอุดหนุนร้านแล้ว คนหนุ่มสาวหลายคนก็คงคิดและทำไม่ต่างจากที่ผมเคยทำที่นั่น เห็นลูกค้ามากมายเข้าไปอุดหนุนเครื่องดื่มราคาสูงที่นี่แล้วผมต้องย้อนคิดถึงตัวเองสมัยอยู่อเมริกาทุกครั้งไป


มือข้างหนึ่งจับปากกาด้ามโปรดขีดเขียนภาพ ข้อความ จัดเรียงข้อมูลสำหรับงานวิทยานิพนธ์ ขณะมืออีกข้างลูบไล้ถ้วยพลาสติกใสได้ความรู้สึกถึงไอเย็น ผมหย่อนตูดลงที่นี่เนิ่นนานจนเลยเวลาของอาหารมื้อเย็นโดยไม่แยแสและไม่มีความคิดที่จะกลับบ้าน


ผมรู้ว่าผมตกอยู่ในกระแสนิยมเข้าเต็มที่ หลายครั้งที่ผมเลยเถิดคิดไปถึงสารเสพติดที่อยู่ในเครื่องดื่มซึ่งนำผมมาผ่านเวลาชีวิตและกำจัดเม็ดเงินที่นี่ อีกหลายครั้งที่ผมต้องหิ้วท้องกลับบ้านด้วยความหิวโหยแล้วจบลงที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป


“ทำไมไม่เอาเงินไปซื้ออาหารวะ” ผมคิดขณะต้มบะหมี่ด้วยความหิว


ไร้รอยยิ้มรื่นเริงบนใบหน้าเหมือนเมื่อครู่ที่ยังอยู่ในร้าน ผมรู้ดีว่าค่ากาแฟและบราวนี่เมื่อครู่ซื้ออาหารจานโตได้ซึ่งขนาดของอาหารหนึ่งจานที่นั่น สามารถเลี้ยงชีพได้ 2 มื้อสบายๆ


. . .ไม่ต้องเตรียมอาหาร . . .ไม่ต้องทำอาหารเอง . . . ไม่ต้องล้างถ้วยล้างจาน


ด้วยความที่นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ กอรปกับการดื่มกาแฟเย็นปั่นที่เย็นจัดตัดกับใจที่ร้อนรน ใบหน้าผมเริ่มย่นเกร็ง มันเย็นจนเสียดแทงเหมือนจะเข้าไปปลิดวิญญาณ บาดลึกเข้าไปถึงกลางกระโหลก พลันความรู้สึกปวดหัวเข้าแทนที่ความหิวขณะกระเทียมเจียว และผักโรยถูกราดและโปรยลงในชามบะหมี่หน้าเตาร้อน


บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคีบเข้าสู่ปากอย่างรีบร้อน ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจน ดังขึ้นและดังขึ้นเป็นระยะ แข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าที่ยังทำงานตามปรกติ เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง เท้าทั้งสองเริ่มชาเหมือนจะเป็นไข้ เสียงดนตรี jazz ภายในห้องไม่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนในร้าน


พึมพำ “ยัง . . . ยังนอนไม่ได้ . . . เดี๋ยวแดกเสร็จต้องล้างจานอีก”

ผมนึกถึงร้านอาหารจีนราคาเท่าๆกับกาแฟเย็นปั่นแก้วนั้น นึกถึงอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพที่ควรจับจ่าย

“โอย . . . พรุ่งนี้ กูจะเลิกแดกแม่งแล้ว แพงฉิบหาย เสียเงินแล้วยังปวดหัวอีก”

นึกถึงช่วงเดินถนนผ่านร้านนี้ทุกครั้ง ผมสาบานว่าจะไม่เข้าไปกำจัดเม็ดเงินของผมที่นี่อีก

อึดใจต่อมาหลังจัดการถ้วยชามจนเรียบร้อย ร่างที่อ่อนเพลียก็ทรุดลงที่ฟูกเก่าและหมอนใบเก่ง ตั้งใจว่าจะของีบหลับสักระยะและจะตื่นขึ้นมาเขียนวิทยานิพนธ์ต่อ . . .


อาทิตย์สาดส่องยามบ่ายเพิ่มอุณหภูมิในห้องให้ร้อนและปลุกผมให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในบ่ายวันรุ่งขึ้น ผมสะดุ้งตื่นและรีบจัดแจงทำธุระส่วนตัวก่อนออกไปพบที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ห้องสมุด

ตะวันลับขอบฟ้าอย่างรวดเร็วในบ่ายนั้น เวลาตลอดช่วงบ่ายถูกใช้ไปกับการเข้าพบที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เสนอและรับฟังข้อคิดเพื่อนำกลับมาแก้ไข แล้วจากห้องสมุดมาพร้อมคำถามและมุมมองที่แตกต่างยามตะวันโพล้เพล้

ผมเดินกลับบ้านที่ถนนสายเดิม . . . สายนั้น . . . ถนนที่ร้านนั้นเปิดต้อนรับอยู่ ผมยังจำภาพของวันวานได้ดี ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ผมจำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคำพูด


ขณะเดินมาถึงบริเวณร้าน ผมถอนหายใจ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ยินเสียงดนตรี Jazz ลอดออกทางประตูเมื่อลูกค้าในร้านผลักบานประตูให้เปิดออก ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี. . .


เสียงเพลงดังขึ้นและดังขึ้น . . .

ผมเบือนหน้าหนีหลบสายตาจากป้ายร้าน รายการเครื่องดื่ม และข้อความชวนเชื่อ
ล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง . . .

เอ่ยปากขึ้น . . .

“Excuse me…Can I have a venti Caramel Frappucino?”

coffee
coffee
coffee
coffee

เขียนภาพบันทึก รำลึกความหลัง

..................เขียนชีวิตก่อนนี้....................ช่วยจำ
..................ภาพเมื่อครั้งเก่านำ................กล่าวย้อน
..................บันทึกแต่งแต้มทำ.................ตามแต่ เหตุนา
..................ทึกทักใจรุ่มร้อน....................ล่วงรู้ความจริง

..................รำเพยรำพร่ำเพ้อ...................พรรณนา
..................ลึกที่สุดเขียนมา.....................เกริ่นไว้
..................ความหลังเมื่อผ่านตา.............ย้อนอ่าน
..................หลังเหตุการณ์ผ่านไซร้ ..........อ่านแล้วสุขใจ

diary
diary
diary
diary

เพื่อนสนิท (สิ่งไร้ชีวิตที่มีชีวิต 2)

เมื่อเรามองสิ่งรอบๆตัวด้วยหัวใจนึกสนุก
ด้วยหัวใจศิลปะที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคน
ด้วยเหตุผลที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์
สิ่งต่างๆรอบๆตัวเราก็มีสีสัน มีเรื่องราว
เป็นการมองที่อยู่นอกเหนือเหตุผล และแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน

บางคนเรียกมันว่า ความทรงจำ
บ้างว่า ความผูกพันธ์ ความหลัง หรือ ความชอบ . . .
บางคนอาจบอกว่า เพลงบางเพลง ฟังครั้งแรกก็รู้สึกว่ามัน "มีชีวิต"
หนังสือบางเล่ม หนังบางเรื่อง ภาพบางรูป หรือแม้กระทั่งบทความบางบท
มันมีชีวิต. . .

เช่นกัน เพื่อนของเราอาจบอกกับเราว่า
คำสร้อยนี่ร้องเพลงไม่ได้เรื่องเลย ท่าทางแข็งทื่อ ไม่มีลีลา
ไม่มีชีวิตเอาเสียเลย . . .
ณ.เวลานั้น คำสร้อย สิ่งมีชีวิตที่หายใจได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ก็กลายเป็นสิ่งไร้ชีวิตไปในสายตาของเพื่อนเรา

ไม่มีผิด ไม่มีถูกครับ . . . กับความรู้สึกถึงความมีชีวิตและไม่มีชีวิตแบบนี้

พูดถึงสิ่งไร้ชีวิตที่มีชีวิตรอบๆตัวผมแล้ว
ผมมีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คนที่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอๆ . . .
ต่างคน ต่างที่มา ต่าง style และต่างวัย

คนแรกมาจาก Germany . . . เป็นเพื่อนรุ่นพ่อที่ผมควรจะเรียกว่า
อาเจ็ก(สนิท) มากกว่า เพื่อน(สนิท)
เพราะแกมาสนิทกับครอบครัวผมตั้งแต่ก่อนผมเกิด
แกสนิทสนมกับป๊าและร่วมทุกร่วมสุขกันมายาวนานกว่า 30 ปี

ผมกับป๊ารักแกมาก . . . ผูกพันธ์กับแกมานาน
ตั้งแต่ป๊ายังหนุ่มๆ อยู่ในวัยทำงาน
ป๊าบอกว่าป๊ารู้จักแกเพราะ boss ของป๊า import แกมาจาก Germany
แล้วแนะนำให้ป๊ารู้จัก . . . สบโอกาส ป๊า ก็ไปตีสนิทแกและชวนแกมาอยู่ที่บ้าน

บางคนว่าแกน่ารัก บางคนว่าตลก บางคนว่าแก classic และหลงใหลในเสน่ห์ของแกจนถอนตัวไม่ขึ้น สำหรับผม . . . แกเท่ห์ไม่หยอก
ตั้งแต่ผมได้รู้จักแกมาจนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่าแกดูดีไม่เคยเปลี่ยน ไม่เชย และไม่ตกยุค

แกเป็นคนแข็งแรง ไม่เรื่องมาก กินน้อย และอดทน
ไปไหน ไปกัน กับป๊าตลอด . . . จนเมื่อป๊าอายุมากขึ้น
ผมก็ได้มาสมบุกสมบันกับแกต่อ แบบไม่มีทีท่าว่าแกจะเหนื่อย

วันนี้...ป๊าและผมลุยต่อไปกับแกไม่ไหวด้วยสังขารของ "ขา" และ "น่อง" เราเองที่มากขึ้น เมื่อยขึ้น
เราจึงขอให้แกพักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าจะให้ออกไปลุยข้างนอกเหมือนก่อน
เพราะเราลุยต่อไปกับแกไม่ไหว ทั้งที่แกก็พร้อมลุยอยู่เสมอ จนเด็กรุ่นหลังๆยังอาย

หลายครั้งที่เคยจะให้แกไปสนิท ไปลุย กับคนอื่น แต่ก็ด้วยความผูกพันธ์ ทำให้เราทำใจไม่ได้สักที
ป๊าบอกผมว่า อยากให้แกอยู่กับเราไปตลอด แม้ว่าแกจะนอนอยู่เฉยๆก็ไม่เป็นไร

นานๆผมก็ชวนแกออกมารับลม เติมไฟกันบ้างเป็นระยะๆ . . . เห็นแกทีไรผมก็รู้สึกชื่นใจและคิดถึงวันเก่าๆเสมอๆ

- - - - - - - - - - - - -

เพื่อนคนที่สองเป็นคนอเมริกันแท้ หน้าตาเคร่งขรึม ผิวสีดำน่าเกรงขาม
ผมมีโอกาสได้รู้จักเขาที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผมไปใช้ชีวิตที่นั่น

เขาเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของผมที่นั่นที่อยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา
ผมพบเขาที่ Savannah, GA ในสภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก
ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย สบายๆ จิตใจกว้างขวาง
ผมเลยตีสนิทเขาและชวนเขามาอยู่ด้วย . . . แล้วเราก็สนิทกันตลอด 4 ปี

เขาเป็นคนกินจุ และมีสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงนัก
ค่ารักษาพยาบาลของเขาที่นั่นก็ทำเอาผมสะอึกอยู่หลายสัปดาห์
(ก็ค่าแรงที่นั่นมันแพงบาดใจเหลือเกิน)
แต่ขึ้นชื่อว่าเพื่อนสนิทแล้วก็ทิ้งกันไม่ลง . . . เมื่อผมย้ายมาอยู่ SantaMonica
เขาก็ร่วมเดินทางมากับผมด้วย . . . ก็ได้เขานี่ล่ะที่พาผมท่องเที่ยวฝั่ง West Coast อย่างสนุกสนาน
ใครบินมาลง LAX ก็ได้เขานี่ล่ะที่ไปต้อนรับขับสู้พร้อมๆกับผม

เสียดายที่เราต้องแยกจากกันเมื่อผมเดินทางกลับไทย
ไม่มีเขา . . . ชีวิตผมที่อเมริกาคงลำบากขึ้นอีกมากมาย

- - - - - - - - - - - - -

คนที่สามเป็นชาวญี่ปุ่น หน้าตาหงุดหงิด ดูเคร่งขรึม
ตัวป้อมหลังค่อม แต่ทมัดทะแมง แคล่วคล่องว่องไวในเมืองหลวง
ผมพึ่งรู้จักเขาหลังจากกลับมาจากสหรัฐ

แม้ว่าเขาจะดูบอบบาง ไม่เหมือนชาว Europe
แต่เขากลับมีกำลังในการขนย้าย ถ่ายของจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ . . . ช่วยให้ชีวิตผมสะดวกขึ้นอีกมาก . . . คนไทยหลายคนชอบเขาเพราะเขาเป็นคนที่ทานน้อย ไม่สิ้นเปลือง ลูกเล่นเยอะ
ช่างแต่งตัว และมีหลาย style ในตัวเอง

ช่วงแรกๆ ผมไม่ค่อยถูกชะตากับเขาเท่าไหร่ แต่ยิ่งนานวันผมก็ยิ่งสนิทกับเขามากขึ้นแบบที่ผมเองก็แปลกใจ ทุกวันนี้เลยไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

เพื่อนผมทั้ง 3 คนนี้ไม่เรื่องมากและไม่ไฮโซ เราจึงคบกันได้แบบสบายๆและกันเอง
ก็เพราะถ้าเขาไฮโซอย่างชาว "ดาวสามแฉก", "สี่ห่วง" หรือ "ใบพัดสีน้ำเงิน" ผมก็คงไม่มีปัญญาจะไปไหนมาไหนกับพวกเขาแน่ๆ

สำหรับผมแล้ว เขาทั้ง 3 เป็นเพื่อนสนิทที่ผมไว้ใจได้
เพื่อนสนิท . . . หรือที่ใครหลายๆคนนิยมเรียกเขาว่าเพื่อนร่วมทาง

คงเป็นเพื่อนกันตลอดไป แม้ว่าจะมีห่างหายกันไปบ้างตามวัยและกาลเวลา
แต่มิตรภาพและความผูกพันธ์กับเพื่อนเหล่านี้ยังคงอยู่กับผมตลอดไป

อย่าลืมดูแลเพื่อนสนิทของคุณให้ดีนะครับ . . .

Drayton

สิ่งไร้ชีวิตที่มีชีวิต

สมัยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ตอนเด็กๆ เรื่องพื้นฐานที่ถูกกล่าวถึงในบทเรียนมากเป็นอันดับต้นๆคือเรื่อง "สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต"
โดย criteria ในการแบ่งอย่างง่ายๆคือดูจากการหายใจ

หมู หมา ลา เป็ด ป้าแช่ม ลุงย้อย โซ้ยโกว
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตเพราะมีการหายใจ

เช่นกัน hotmail รถยนต์ blogspot โทรศัพท์ ไม้ขีดไฟ รองเท้าแตะ
ก็เรียกว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิตเพราะไม่ต้องหายใจ

แต่เมื่อโตขึ้นและสนใจศิลปะ . . . ผมก็เริ่มรู้สึกว่า
นอกจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แล้ว
มนุษย์ยังแยกความแตกต่างของ "สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต"
ด้วยอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย

เมื่อเกณฑ์ในการมองเปิดกว้างขึ้น
แต่ละคนก็เติมสีสันในการแยกแยะความแตกต่าง
ไปตามมุมมอง ตามประสบการณ์ ซึ่งเป็นการมองที่อยู่นอกเหนือ
หลักและเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์

มองอย่างนี้แล้วทำให้เห็นชีวิตในสิ่งไม่มีชีวิตรอบๆตัว
โดยเฉพาะสิ่งไม่มีชีวิตที่เรามีความผูกพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และไอ้ความรู้สึกถึงความมีชีวิตอะไรบางอย่างนี่ล่ะ ที่ทำให้ผมบันทึกภาพแผ่นไร้ชีวิตนี้ไว้

เพราะผม . . . เห็นชีวิตของผมในนั้น

1 คัน
2 ทะเบียน
1 ประเทศ
2 ฝั่ง(East and West coast)
3 เมือง (Savannah, Santa Monica, Venice)
1 โรงเรียน
1 สตูดิโอ
4 ปี

diary
diary