ฟาร์มโชคชัยกับการจากไปของ LesPaul

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม 2550
เป็นอีกวันที่ผมจะต้องจดจำไว้ เพราะเป็นการโบกมือลาเพื่อนสนิทคนนึงที่อยู่คู่บ้านมากว่า 10 ปี
ใช่ ! ผมกำลังพูดถึง Gibson Les Paul Standard 1995
ที่ผมซื้อมาจาก USA ในปีนั้น
See my LesPaul 95

Les Paul เป็นชื่อเรียกทรงของ guitar ซึ่งถือเป็นตำนานสำหรับ Gibson ไปแล้ว เนื่องจากได้รับความนิยมตลอดกาลจากอดีตถึงปัจจุบัน

ผมตัดสินใจให้เขาไปอยู่กับคนที่ต้องการเล่นอย่างจริงจัง
ดีกว่านอนสงบนิ่งที่บ้านผม
ผมให้เขานอนมานานแล้ว ไม้แห้งสนิทกำลังได้ที่ หลังจากหลับสนิทมาร่วม 10 ปี และเมื่อถึงเวลาของการจากลา เวลาที่ผมมั่นใจว่าคงไม่มีโอกาสที่จะได้หยิบจับเขาขึ้นมาใช้งานอีก ก็ถึงเวลาส่งมอบให้กับผู้ืที่ต้องการใช้คนต่อไป

ผมส่งมอบ Les Paul ที่สระบุรี เนื่องจากเจ้าของคนใหม่จากสุรินทร์ เขาเดินทางมารับ Les Paul ที่สระบุรี
ในขณะที่ผมถือโอกาสแวะเยี่ยมชม Farm ChokChai ในวันเดียวกันนี้เอง

Farm Chokchai ถือเป็น theme park อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนับสนุนให้เกิดขึ้น มีขึ้น ในหลายๆจังหวัดของประเทศ เพราะนอกจากจะทำรายได้ให้กับจังหวัดแล้ว ยังช่วยให้เกิดการสร้างงานให้คนในท้องถื่นด้วย
สำหรับรายละเอียดของสถานที่และการเข้าชม Click ที่นี่ครับ

แม้ไม่ได้ให้ความสนุกเร้าใจแบบ theme park ประเภท amusement park แต่การพักผ่อนในรูปแบบนี้ สำหรับผมแล้ว ดีกว่าการเดินแช่ร่างในห้างติดแอร์ ทานข้าวราดแกงแพงระยับ อยู่มากมายเลยทีเดียว

Chokchai
Chokchai
Chokchai
Chokchai
LesPaul

EC live in BKK

vthink
ผมไม่มีโอกาสไปได้ดู concert นานมากแล้ว
โดยเฉพาะ concert ระดับโลก จากศิลปินระดับโลกยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่ในคืนวันที่ 15 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสได้เข้าชม concert ชั้นดีจากสุดยอดมือ guitar ผิวขาวแนว blues ที่ชื่อ Eric Clapton

เวลาเกือบ 2 ชม. ผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข สำหรับการเสพเสียงดนตรีจากชายคนนี้

ชายผิวขาวเพียงไม่กี่คนบนโลกที่ได้รับการยอมรับในแวดวง blues
ชายผิวขาวที่สร้างบทเพลงดีๆมากมายประดับวงการ blues มานานนับทศวรรต
ชายผิวขาวที่มาเล่นดนตรีที่เมืองไทยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 30 ปี และยังไม่รู้ว่าจะมาอีกเมื่อไหร่

ผมนั่งอยู่ตรงกลางข้างๆ digital mixer ซึ่งผมถือว่าน่าจะเป็นจุดที่ได้ยินเสียงที่ดีที่สุด ครบที่สุด แม้ว่า concert ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นที่ Impact Arena ซึ่งถือเป็นสถานที่ปราบเซียน concert . . .
รายไหนรายนั้น sound โดยรวมจะออกมาแย่กว่า standard เนื่องด้วยลักษณะทาง architecture ของตัว Impact Arena เอง.....แต่สำหรับ Eric Clapton Concert ครั้งนี้ ผมพอใจกับเสียงที่ได้ยินมากๆ

แม้จะมีข้อบกพร่องของเสียงเช่นเรื่องของเสียง bass และเสียงสะท้อนของ hi-hat บ้างแต่คุณภาพของดนตรีก็ทำให้ทุกคนลืมข้อด้อย
อันเกิดจากข้อจำกัดของสถานที่ไปอย่างสิ้นเชิง


อ่าน news ที่นี่
15 January 2007
Eric Clapton & His Band: Impact Arena, Bangkok, Thailand


หลังจบ concert ผมขับรถกลับบ้านด้วยความสุขและไฟปรารถนาที่จะฝึก guitar อีกคราหนึ่ง

ทรัพย์สินทางปัญญา

ผมเริ่มต้นปีใหม่นี้กับเรื่องตลกร้ายอย่างน่าโมโห . . .

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมซื้อ guitar ที่เป็น Signature ของ โอฬาร พรหมใจ
จาก music concept และบันทึกภาพและเขียนลง blog ไว้ที่นี่
click here

เรื่องตลกร้ายที่ผมกล่าวถึงคือ หนังสือ Overdrive เล่ม 102 ลงโฆษณาสี่สี 1 หน้าเต็ม
เกี่ยวกับ Squier Olarn โดยบริษัท เบ๊ เงียบ เส็ง และ/หรือ music concept เป็นตัวแทนจำหน่าย

ในหน้าโฆษณานี้ . . . ปรากฎรูปถ่าย guitar ซึ่งเป็น
"รูปถ่ายของผม"
"จัดแสง+ปูผ้า+ถ่ายด้วยตัวผม"
อยู่ที่ด้านบนของหน้าโฆษณาคู่กับใบหน้าของ โอฬาร พรหมใจ

ผมเห็นแล้วถึงกับอึ้งไป...ไม่ใช่ดีใจที่รูปของตัวเองได้ลงหนังสือ
แต่งุนงงกับที่มาที่ไปของการทำ art work ชิ้นนี้....เนื่องด้วยผมไม่เคยส่งมอบรูปให้ใครนำไปใช้มาก่อน
เว้นแต่ใช้ลงใน blog และ webboard เพื่อใช้สำหรับดูเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย
แต่สำหรับ Overdrive Magainze นั้น...ลง art work ชิ้นนี้ในหนังสือเล่ม 102 และวางขาย
ซึ่งถือเป็นการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างสมบูรณ์ โดยที่ผมซึ่งเป็นเจ้าของภาพ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนมาพบด้วยตัวเองเมื่อหนังสือวางขายแล้ว

ผมโทรไป Overdrive Magazine เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไป
ที่ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสร้างความประทับใจผมอย่างยิ่งยวด

"สวัสดีครับ ผมขอสายทีมงาน Overdrive Magazine ครับ"
"คุณจะติดต่อเรื่องอะไรคะ?"
"ผมอยากสอบถามถึงเรื่องของ โฆษณา Squier Olarn ในหนังสือ Overdrive เล่มล่าสุดครับ"
"เล่มไหน?" << เสียงเริ่มแข็ง
"ล่าสุดเลยครับ เล่ม 102"
"ชื่อเล่มว่่าอะไร" <<< เขาเริ่ม check ว่าผมรู้จริง หรือ มั่ว
"Acoustic Issue ครับ"
"เอาล่ะ เอาล่ะ . . . มีอะไร"
"คือในหนังสือมีหน้านึุงลงโฆษณา guitar ของ Olarn ไว้น่ะครับ ผมจำไม่ได้ว่าหน้าที่เท่าไหร่ แต่อยู่ต้นๆฉบับ ในหน้านั้นมีการนำภาพถ่าย guitar ของผมไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติจากผมครับ"
"ไหน...อะไร....รูปไหน..."
"เอ่อ คือ คุณลองดูที่หน้าโฆษณานั้นนะครับ ด้านบน ทางขวา จะเห็นภาพถ่ายของผมรูปใหญ่เลยครับ เป็นรูปหัว guitar วางบนผ้าใบสี metalic ครับ"
"เออ เออ...แล้วไงนะ"
"คือรูปถ่ายนี้เป็นของผมครับ แล้วถูกนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยผมไม่ทราบเรื่องเลย จึงโทรมาสอบถามกับทาง Overdrive Magazine ครับ"
"เดี๋ยวนะ...รูปถ่าย guitar ของคุณ....อืม.....นี่มัน guitar ของ Olarn ไม่ใช่เหรอ จะเป็นของคุณได้ยังไง? เห็นไหม มีลายเซ็นด้วย....ลายเซ็นนั้นของคุณเหรอ"
"เอ่อ...."
"guitar ของโอฬารเขา เอามาลง art work ก็ถูกแล้วนี่......แล้วคุณน่ะเป็นใครเนี่ย"
"เ่อ่อ...คือยังงี้ครับ รูปถ่ายนั้น ผมถ่ายเองกับมือครับ guitar ตัวนั้นก็เป็นของผม ถ่ายที่บ้านผมครับ และที่สำคัญ hi-resolution file ของภาพนี้ มีผมคนเดียวในโลกที่มีครับ"
"คุณชื่ออะไร?"

ผมเริ่มหมดอารมณ์ในการคุยแล้วในขณะนี้.....แต่ก็ยังคุยต่อไปอย่างใจเย็น
แต่ในที่สุดผู้หญิงปลายสายคนนี้ยอมโอนสายให้ผมคุยกับพี่บี๋
ซึ่งเป็นพี่สาวของ อ.ปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและจัดทำหนังสือ Overdrive Magazine

พี่บี๋คุยกับผมด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นและมีมารยาท แต่ยังถามผมด้วยคำถามเดิมว่า...
"ลายเซ็นบน guitar นั่นเป็นของน้องเหรอคะ . . . ไม่ใช่ของโอฬารเหรอ พี่ไม่เข้าใจ ไหนช่วยบอกพี่หน่อยซิ ถ้าเป็นลายเซ็นของเขา เขานำมาใช้ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ"

หลังคำอธิบายของผม....พี่เขา check กับทาง graphic design team ให้แล้ว find out ว่า Art work ทั้งหมดถูกออกแบบโดย music concept เองและส่งมาลงที่ Overdrive Magazine โดยทางทีมงานหนังสือ ทำหน้าที่ลงให้เท่านั้น (ความจริงน่าจะ check ให้ตั้งแต่แรกแล้ว คุณผู้หญิงที่รับสายท่านแรกน่ะ)

ผมจึงติดต่อไปทาง music concept จึงพบว่า คุณใหญ่ (เจ้าของ music concept) เป็นผู้ที่นำรูปผมไปใช้จริง และกล่าวขอโทษที่ไม่ได้ขออนุญาติก่อน เนื่องด้วยเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรูปถ่ายของพี่เอ ปิยะ ช่างภาพอาชีพที่สะสม guitar และเป็นลูกค้าประจำของร้าน

คุณใหญ่บอกผมว่า เขาได้ขออนุญาติพี่เอ แล้วและให้พี่เอส่ง hi-res file ที่พี่เขาถ่้าย Squier Olarn ไว้ให้คุณใหญ่ แต่คุณใหญ่มาถูกใจรูปถ่ายของผม และสงสัยว่าทำไมไม่มีใน CD จึงโทรไปขอพี่เอว่า ขอเอารูปจากใน web ไปใช้เลยได้ไหม แม้จะไม่ใช่ hi-res file ก็ตาม เพราะจะรีบส่ง art work ให้ทาง Overdrive Magazine ซึ่งพี่เอ อนุญาติไปแบบ งงๆ....จนทุกอย่างถูกจัดทำและตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะไปแล้ว

ตามหลักแล้วผมผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรูปถ่ายสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย
ได้จำนวนมากเนื่องด้วยถูกโขมยภาพไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ แต่น้องชายของใหญ่ (ไอ้ใหม่) เป็นน้องรหัสของผมที่ สถาปัตย์ จุฬาฯ...
และคุณใหญ่ก็พูดคุยกับผมดีมาก

ผมจึงไม่ติดใจเอาความ

เมื่อทราบข้อเท็จจริงแล้ว ผมได้โทรกลับไปคุยกับพี่บี๋อีกครั้ง และขอบคุณที่พี่เขาคุยกับผมด้วยเหตุผล
ไม่เหมือนท่านผู้หญิงที่รับโทรศัพท์ท่านแรก ซึ่งสรุปว่า Overdrive ไม่ได้เป็นคนนำภาำพของผมไปใช้นั่นเอง

ตลกร้ายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. เสียเงินค่าโทรศัพท์ 9 บาท เพื่อความสบายใจและการทวงสิทธิ์...เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและพึงกระทำ
2. รูปที่ผมถ่ายมีคนชอบและคิดว่าเป็นรูปของพี่เอที่ไม่ได้ write CD มาให้ >>> อันนี้น่าภูมิใจ เพราะผมถ่ายด้วยกล้องปัญญาอ่อนธรรมดา แต่คนคิดว่าเป็นรูปจากมืออาชีพ
3. คนไทยอีกจำนวนมาก ยังไม่เข้าใจเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา
4. Designer เป็นอาชีพที่อาภัพสำหรับคนไทย

vthink
vthink

iphone preview



Pantone

โอม เพี้ยง ~
ปีนี้ขอให้ป๊าแข็งแรง อย่าเจ็บป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาล
ขอให้ได้ทำงานสนุกๆ เงินทองไหลมา เทมา

vthink
vthink
vthink
vthink
vthink
vthink

iphone

ปรกติผมไม่ค่อยได้สนใจและติดตามเรื่องของ phone technology นัก เนื่องด้วยคิดว่ามันเกินความจำเป็นและใช้งานได้ไม่คุ้มสำหรับ phone ที่จัดอยู่ในกลุ่ม smart ทั้งหลายแหล่ แต่การเปิดตัวของ iphone จาก apple ในวันนี้ก็สร้างความน่าสนใจให้กับผมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

มันเป็นการรวมตัวของ ipod และ phone เข้าด้วยกันนั่นเองซึ่งไม่ใช่ feature ที่แปลกใหม่อะไรแล้วในยุคปัจจุบันเพราะบริษัทที่ผลิตโทรศัพท์มือถือมากมาย
ได้บรรจุ fuction ของการฟังเพลงไว้ในโทรศัพท์มานานแล้ว แต่ชื่อชั้นของ Apple ในเรื่องของ Design และยอดขายถล่มทลายของ ipod ยังคงความน่าสนใจและส่งผลให้ iphone เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามองไปโดยปริยาย


เสียดายที่ระบบของ iphone ยังปรับใช้กับระบบในไทยไม่ได้ แต่ Apple คงต้องขยายตลาดออกสู่ worldwide ในไม่ช้า

หาก iphone ไม่มีปัญหาใดๆในเรื่องการใช้งาน และมี batt ที่ทนทาน

ก็ถึงเวลาที่ผมต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหาอีกคราหนึ่ง . . .

vthink