The Voice Thiland 2012

หากจะเปรียบเวที The Voice เป็นเสมือนห้องครัว
รอบ blind audition เป็นเสมือนการออกไปจ่ายตลาด หาซื้อวัตถุดิบ ปล่อยโค้ชทั้ง 4 คนเข้าไปเดินในตลาดเดียวกัน . . .

v74blog

Stamp

เป็นพ่อครัวที่ทำอาหารด้วยใจ
คือ ขายความชอบ ความพอใจของตัวเอง . . . หากเราไม่ชอบ ไม่รักอาหารที่เราปรุงเสียก่อน จะเอาไปให้คนอื่นทานแล้วรู้สึกชอบได้อย่างไร ดังนั้น เขาชอบคนไหน ชอบแบบไหน คิด+รู้สึกว่าแบบไหน 'อร่อย' เขาจึงจะเสริฟให้คนดูได้ชิม . . . อาหารแบบนี้ ทานแล้วอร่อยและสัมผัสได้ด้วยใจทันที

เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เป็นแม่ครัวที่มีประสบการณืในการชิมอาหารมายาวนาน
รู้ว่าอาหารไหนดี ไม่ดี วัตถุดิบไหนชั้นสูง . . . พอเดินเข้าตลาด (รอบ Blind) แกก็เน้นเลือกวัตถุดิบระดับ 5 ดาวไว้ทั้งหมด ด้วยความที่ลิ้นของแกชิมอาหารมาแล้วทุกระดับ เลยรู้ว่าวัตถุดิบไหน grade ดีไม่ดีอย่างไร . . .

แต่คนชิมอาหารเก่ง ไม่ได้แปลว่า ปรุงอาหารเก่งเสมอไป
พอถึงเวลาเข้าครัว แกพยายามปรุงอาหารให้เลิศหรู อลังการ จนลืมคิดไปถึงความรู้สึกของคนชิมด้วย . . . อาหารที่แกปรุงออกมาจึงเหมือนอาหารที่พยายามปรุงแต่งให้ดูเลิศหรูอลังการ เป็น fusion food คือมี design ใส่เข้าไประยิบระยับ แต่รสชาติไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ . . . ตักเข้าปากไปเนี่ย รู้สึกได้ว่าวัตถุดิบที่นำมาปรุงนั้น ของดีทั้งนั้น แต่รสชาติไม่ค่อยถูกปากคนชิมนัก

ก้อง นูโว
เหมือนพ่อครัวที่ขลุกอยู่ในครัวมายาวนาน . . . เข้าใจวัตถุดิบ เข้าใจส่วนผสม และเข้าใจรสนิยมของลูกค้า (ผู้ชิม-ผู้ชม) เดินเข้าตลาดไปจับจ่ายวัตถุดิบ อาจจะไปแย่งวัตถุดิบชั้นดีไม่ทันพ่อครัวแม่ครัวคนอื่น แต่พ่อครัวที่เข้าใจคำว่า live show เพราะเข้าครัวมานาน (เล่น concert มานาน) ก็จะเข้าใจในศักยภาพของวัตถุดิบที่ตัวเองมี อาจไม่เลิศหรูอลังการเท่าคนอื่นๆ แต่พี่แกปรุงอาหารด้วยความเข้าใจ รสชาติจึงออกมาถูกปากไม่น้อย

ส่วนนึงก็ต้องยก credit ให้กบด้วย เพราะถือเป็นผู้ช่วยพ่อครัวที่หาตัวจับยาก import มาจาก boston กันเลยทีเดียว

Joey Boy
เป็นพ่อครัวที่เน้นอาหารเท่ห์ กิ๊บเก๋ และกล้าได้กล้าเสีย
ไปวัดกันตอนทำเสร็จไปเลย เอาโน่น ผสมนั่น ผสมนี่ โดยคิดว่ามันน่าจะดี ลูกค้า (ผู้ชิม-ผู้ชม) น่าจะชอบ
ด้วยความที่ชอบทดลอง รสชาติจึงออกมาถูกใจคนเฉพาะกลุ่ม . . . ด้วยวัตถุดิบที่มีในมือชั้นเลิศ+การทดลองแบบไม่มีข้อจำกัดอะไร อยากทำก็ทำ ลุยไปเลย เอานี่เจอนั่นแล้วไปวัดกันเลย . . . ก็ถูกปากบ้าง ไม่ถูกปากบ้าง ก็ว่ากันไปตามรสนิยมของคนชิม

สำหรับผม เขายังปรุงสัดส่วนไม่ค่อยเข้ากันนัก แม้ว่าจะมีวัตถุชั้นเลิศในมือก็ตาม

ผมมองว่าการทำอาหาร หรือ การทำ show
จะด้วยเป้าหมายของการแข่งขันหรืออะไรก็แล้วแต่ . . . รสชาติต้องมาก่อน
"เพราะอาหารมีไว้ทาน . . . ดนตรีมีไว้ฟัง"
ความสวยงาม แปลกใจ ประดับประดาด้วยเทคนิค หรือตกแต่งหน้าตาในภาชนะที่เลิศหรูเพียงใด
หากตักเข้าปากแล้วไม่อร่อยลิ้น คุณค่าจะตกลงทันที

การมองข้ามรอบ Battle ไปรอบ Live ต่อไปในเรื่องของการเก็บวัตถุดิบเอาไปปรุงต่อนั้น (ตั้งธงไว้ในใจ) เป็นเหตุผลที่ไม่น่าจะมีขึ้นได้ ในความคิดของพ่อครัวหรือแม่ครัวชั้นเลิศ . . .
เพราะอาหารทุกจาน สมควรถูกปรุงด้วยใจที่มุ่งหวังให้อาหารทุกจานที่ออกมานั้น 'อร่อยถูกปาก' เป็นสำคัญ

แต่ความอร่อยก็เป็นเรื่องของรสนิยม ซึ่งคงจะถูกปากถูกใจผู้ชิมแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ก็สุดแล้วแต่เราจะเลือกเสพ เลือกเดินเข้าร้านไหน ให้อิ่มท้องและมีความสุขกลับไป
:)

ล้มเหลว

v74blog "ความล้มเหลวเป็นยาขม แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้
เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก

ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่จะทำให้คุณสามารถทำ สิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว"

Steve Jobs

Disc jockey

v74blog
สมัยก่อนผมเป็นคนชอบฟังวิทยุ
โดยเฉพาะเวลานั่งเขียนแบบ, ตัด section, วาด perspective
ทำ project ส่งงานที่คณะ . . .

ด้วยความที่วิทยุนั้น มีคนคอยเปิดเพลงและพูดคุยให้เราฟังไปตลอด
ซึ่งความรู้สึกจะแตกต่างจากการฟังเพลงด้วยการเปิดเทป หรือ CD
เพราะแบบนั้นผมจะตั้งใจฟัง รู้ลำดับของเพลงต่อไป . . . เมื่อฟังจนครบ album
แล้วถ้าไม่ฟังซ้ำก็ต้องไปเปลี่ยนเทป

ไม่ว่าเทป หรือ แผ่น CD ในสมัยก่อนถือว่าแพงมากแล้ว สำหรับเด็กวัยเรียนที่ยังไม่มีรายได้
มีเพียงค่าขนมรายวันที่ต้องอดออมเป็นเวลานานกว่าจะซื้อ CD ได้สักแผ่น . . .

แต่วิทยุนั้นฟังเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ serious ไม่เสียเงิน
ตั้งใจฟังบ้าง ไม่ตั้งใจฟังบ้าง เพลงต่อไปเป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้ เปิดมาก็ฟังได้หมด
เพราะจิตใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับการฟังดนตรีเป็นสำคัญ ทำงานไปแล้วก็ฟังเพลง ฟังเรื่องเล่า ไปด้วย
สำหรับผมแล้วมันดีกว่าการนั่งทำงานเงียบๆเป็นไหนๆ . . .

คุณหมึก วิโรจน์ (ควันธรรม)
คุณเดือนเพ็ญ (สีหรัตน์)
คุณวาสนา วีระชาติพลี
คุณเอ็ดดี้ พิทยากร ลีลาพัฒน์
คุณอารี แท่นคำ
คุณวิฑูร วทัญญู

และอีกหลายคน หลายคลื่น
สเน่ห์ของคนเปิดเพลงในสมัยก่อนนั้น คือ การเล่าเรื่อง . . .
ทั้งจากประสบการณ์ของตัวเอง หรือจากข้อมูลที่ทำการบ้านมาอย่างดี
ทำให้เราได้รู้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย หรือ เรื่องเล่าที่น่าสนใจไปพร้อมๆกับการได้ฟังเพลง
และหลายครั้งที่ผมอยากฟังเรื่องเล่าจากปากของดีเจ มากกว่าการเปิดเพลง

เวลาผ่านไป วัยล่วงเลย พฤติกรรมก็เปลี่ยนไปด้วย
เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกล และมีช่องทางให้เราสื่อสารกันได้สะดวกรวดเร็วกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว
การหาเพลงฟังก็ทำได้ง่ายและประหยัด สถานีวิทยุก็มีทางเลือกที่หลากหลาย

ในขณะที่โลกเจริญก้าวหน้า ผมกลับรู้สึกว่า คลื่นวิทยุและคนเปิดเพลงในปัจจุบัน กลับไม่น่าติดตามเหมือนสมัยก่อน
สเน่ห์ของคนเปิดเพลงและเรื่องเล่าที่น่าติดตามมันขาดหายไป
จะบอกว่าคนเปิดเพลงยุคนี้ดีไม่เท่าสมัยก่อนก็คงไม่ได้ เพราะ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป
และวัยของผมอาจจะไม่เหมาะกับคนเปิดเพลงในยุคใหม่ก็เป็นได้
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมพบว่า ผมไม่ฟังวิทยุเหมือนเคย

แม้ว่าผมเริ่มต้นการฟังวิทยุด้วยเหตุผลของการ 'ไม่ตั้งใจ'ฟัง . . .
แต่ผมพบว่าความไม่ตั้งใจเหล่านั้น ถูกชักนำและเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็น 'ความตั้งใจ' อย่างไม่รู้ตัว
ก็ด้วยสเน่ห์ของคนเปิดเพลงนั่นเองที่ทำให้ความไม่ตั้งใจเหล่านั้น . . . น่ารื่นรมย์

Lamy Safari Alpine White

v74blogv74blog Lamy Alpine White ตามที่ผมเข้าใจคือ ไม่ใช่สี limited เพราะเป็นสีที่ผลิตออกมาขายอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่มีรายละเอียดแตกต่างกันนิดๆหน่อย จนเรียกเป็น Generation ขึ้น

Alpine white ของผมด้ามนี้เป็น Gen หลังๆแล้ว เข้าใจว่าเป็นช่วง 1990's . . . เพราะ Nib ก็เป็นรุ่นใหม่แล้ว และที่ท้ายปากกาก็ไม่มีตัว W ที่สื่อถึง West เหมือน Gen แรกๆ . . . แต่ด้วยความที่เป็น New old stock ก็ควรค่าที่จะเก็บไว้

สมัยผมเป็นนิสิต ผมจำได้ว่า Alpine white เป็นสีที่ได้รับความนิยมมากๆ ทั้งชายและหญิง ต่างก็ซื้อมาใช้กัน ด้วยความที่มันสวย สะอาด และ classic ใช้กันเยอะจนทำให้ผมเลี่ยงไปใช้สีเหลือง clip ดำแทน เพราะคิดว่ามันสดใส และแตกต่าง . . .

แต่ผลก็คือ ไม่ว่าจะสีอะไร ก็มีคนใช้มากมายทั้งนั้น ด้วยความที่มันถูกออกแบบมาอย่างลงตัว สวยงาม เบาและเขียนลื่้นมือ น่าเสียดายที่ผมไม่ได้คิดจะสะสมไว้ในสมัยนั้น จึงทำให้ต้องมาตามหา ตามเก็บกันในช่วงที่เลิกผลิตไปแล้ว

ผิว(body)ขาว
ผม(clip)ดำ
หัว(cap)ดำ

สวยงามครับ :)
Agree?

2D Classical Animation Studio at SCAD

v74blog
ช่วงปีแรกของปริญญาโทของคณะ Computer Art ที่ SCAD สมัยที่ผมไปเรียนนั้น
มีวิชา studio วิชานึง ที่นักเรียนต้องจับดินสอมากกว่า mouse
เป็นวิชาที่นักศึกษาภาค 3D และ Motion graphics ต้องลงเรียน

ผมกำลังพูดถึงวิชา 2D Classical Animation . . . ซึ่งว่าด้วยการวาด วาด และวาด นั่นเอง

Classical animation เป็นการสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยการวาดภาพแบบ frame by frame
ผู้วาดจำเป็นต้องใช้โต๊ะที่มีไฟส่องขึ้นมา หรือเรียกว่าโต๊ะ Draft ไฟ เพื่อจะทำให้เห็นภาพและสัดส่วนของ frame ก่อนหน้าที่เรากำลังวาดอยู่ ทำให้เราสามารถกำหนดจังหวะของความเคลื่อนไหวใน frame ถัดไปได้อย่างแม่นยำ ไม่มั่ว . . .

สมัยที่ผมเรียนนั้น media ที่ใช้บันทึก Animation ยังเป็นตลับเทป VHS ม้วนใหญ่
ซึ่งความคุณภาพ และ สะดวกสบายยังไม่เทียบเท่ากับยุค digital แบบในปัจจุบัน

การทำงานนั้นไม่มีเทคนิค อะไรพิศดาร มีเพียงแต่ใจ และความอดทนของการฝึกฝนเท่านั้น

สมัยนั้นระบบโทรทัศน์แบบ Analog ของ USA คือระบบ NTSC (National Television System Committee)
ซึ่ง 1 วินาทีจะประกอบไปด้วย frame ถึง 30 frames (29.97)
นั่นหมายความว่า Animation 1 วินาทีจะต้องประกอบไปด้วยภาพ 30 ภาพฉายต่อเนื่องกัน

ถ้าคิดจะทำ animation 1 นาที (60 วินาที) ก็เท่ากับ 60 x 30 = 1800 ภาพ
วาด วาด แล้วก็วาด . . . คือทางเดียวที่ต้องสู้ไป
วาดลงกระดาษเสร็จแล้วก็ถ่ายรูปทีละภาพเพื่อนำภาพถ่ายนั้นเข้าไป run ใน software ที่สามารถตัดต่อและใส่เสียงเข้าไปได้

ความยากไม่ใช่เพียงแค่ต้องใช้เวลาและใช้ใจสู้ แต่การกำหนด key frame และการวาด inbetween frames จำนวนมากมายเพื่อให้ animation ออกมา smooth นั้น ยากที่สุด
ต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่ใช่แค่ 1 เทอมแต่อาจใช้เวลายาวนานเป็นปีในการสะสม experience . . . เพราะมันไม่มีทางลัด ไม่มี short cut หรือ filter อะไรในการอำนวยความสะดวก
ถือเป็นวิชาที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจ stroyboard, animatic, layout, timing และ movement ได้เป็นอย่างดี