Territory 03

Territory 03
Territory Volume 03 กับ theme เรื่อง Superpower of Design ฉบับนี้ผมได้มันมานานแล้ว . . . ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปมาลง blog แนะนำกันไว้แต่ไม่สบโอกาสสักที

ผมไม่ใช่ขาประจำของ Territory แต่เมื่อเห็น Volume 03 บนแผงก็อดจะหยิบขึ้นมาเปิดดูไม่ได้เนื่องด้วยหน้าปกที่ค่อนข้าง Attractive

Superpower of Design เป็นเหมือนหนังสือ interview กลุ่ม designers ที่กำลังเป็นที่จับตามองหรือกำลังมีชื่อเสียงในแวดวง graphic design ปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็น Devilrobot, Doma, friendswithyou, Jonburgerman, Koadzn, eleven 18, c505, Rinzen และ Tronic Studio กลุ่ม designer สุดโปรดที่ผมเกือบจะได้ไปร่วมงานด้วยที่ NYC (คิดแล้วเศร้า+เสียดายจริงๆ)

Territory 03

Territory 03
หนังสือพิมพ์ 4 สี่ทุกหน้าในราคา 300 บาทมาพร้อมกับ CD-Rom ที่บรรจุ Motion + Interactive projects ที่น่าสนใจไว้ให้เราได้ชมกัน . . . ให้กันซะขนาดนี้คงไม่ต้องเสียเวลาคิดนานที่จะนำมาเก็บไว้ในชั้นหนังสือที่บ้าน

Territoy เป็นหนังสือ design จาก Malaysia จัดทำโดย
Bigborsworkshop (BBWS) เมื่อ Sept 2003 ซึ่งก่อตั้งโดย Si juan, Creative Director and Producer ของ BBWS. เห็นแล้วก็ต้องชื่นชมในความตั้งใจทำงานของเขาล่ะ

แต่ยิ่งอ่าน ยิ่งดูก็ยิ่งอดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไม ประเทศไทยเราถึงไม่มีหนังสือแบบนี้กับเขาบ้าง?
ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติไหนในโลก และเรื่องของ Design ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เรามี designers เก่งๆอยู่ทุกๆสาขา จะขาดก็แต่เรื่องของโอกาสและทุนในการสร้างศิลปะดีๆออกมาก็เท่านั้น

Territory 03

Territory 03

ป๊า

พุธ 17 สิงหาคม 2548
hospital
หลังบทสนทนาทางโทรศัพท์สิ้นสุด เสียงเครื่องโทรศัพท์สัมผัสพื้นโต๊ะ แล้วทุกอย่างก็เงียบลง

โต๊ะอาหารไม้ทรงกลม ในพื้นที่สี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยหน้าต่าง โคมไฟสีเหลืองส้มหนึ่งดวงห้อยลงจากเพดาน แสงแดดสาดส่องและอาบไปทั่วห้องพร้อมๆกับอากาศที่สดชื่นในยามเช้า มันเป็นอีกหนึ่งวันทำงานที่ผมไม่อยากลุกออกจากเตียง เช้านี้เป็นเช้าที่สบายๆเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา ผมเดินลงไปชั้นล่างเพื่ออาบน้ำแปรงฟัน เตรียมตัวไปทำงานตามปรกติ เห็นป๊านั่งทานอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะไม้ทรงกลมตัวนั้นเหมือนทุกๆวัน เราทักทายและคุยกันแล้วผมก็รีบออกจากบ้านไปทำงาน

4 ชั่วโมงต่อมาขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะใน Office เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น
ด้วย Ring tone ที่คุ้นเคย . . .
ผมคิดขึ้นในใจก่อนจะกดรับสาย “สายจากทางบ้าน…ป๊าโทรมา”
แต่ปลายสายกลับเป็นเสียงของม่าม้า เสียงที่กระชับดังและตกใจผ่านมาตามสายทันทีที่ผมรับสายขึ้น
“ป๊าเป็นลม เรียกแล้วไม่ตอบ ไม่รู้เป็นอะไร”

เป็นประโยคที่ผมไม่คาดคิดและไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต
ผมตัดสินใจกลับบ้านทันที

ผมมองออกนอกหน้าต่างชั้น 20 ของตึกที่ผมนั่งทำงาน แลเห็นถนนสุขุมวิทและรถมากมายเหมือนทุกๆวัน แต่วันนี้จิตใจมันร้อนและอึดอัด คิดไม่ออกว่าทำอย่างไรจึงจะเดินทางบนถนนเส้นนี้ให้เร็วที่สุด . . .
เพื่อให้ถึงบ้าน . . .
ขับรถกลับบ้าน?
รถไฟฟ้าแล้วไปต่อมอเตอร์ไซด์?
มอเตอร์ไซด์ยาวรวดเดียวไปเลย?

ขณะที่เดินออกจาก Office มารอลิฟต์ ผมยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดีบวกกับความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับป๊า
ทั้งๆที่ป๊าก็ดูปรกติในตอนเช้า ไม่มีอาการอะไรใดๆให้สงสัยได้เลย ทางเดียวที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้คือต้องถึงมือหมอให้เร็วที่สุด . . .

ป๊าเป็นคนอ้วน มีน้ำหนักมาก ป๊าเคยเล่นกล้ามอย่างเต็มที่ในวัยหนุ่ม มีร่างกายที่แข็งแรงและสวยงาม เมื่อหยุดเล่นและอายุมากขึ้นป๊าก็ลงพุง อ้วนท้วน แต่แข็งแรง ด้วยเหตุนี้ม้าจึงไม่สามารถที่จะอุ้มป๊าขึ้นรถและนำส่งโรงพยาบาลได้ ประกอบกับการที่ม้าไม่รู้ว่าป๊าเป็นอะไร จึงโทรหาผมก่อนหลังจากเห็นว่าป๊าผิดปรกติ

ผมตัดสินใจขับรถกลับบ้านเพราะคิดว่าคงไม่กลับมาทำงานอีก หลังขึ้นรถผมกดโทรศัพท์หาน้องสาวที่เป็นหมอ บอกเล่าอาการตามที่ได้ยินมาให้น้องฟังแล้วขอคำแนะนำ แล้วก็ตรงกลับบ้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

มันเป็นเวลาบ่ายโมงกว่าๆ สุขุมวิทเงียบแต่ไม่เหงา ผู้คนยังนั่งทำงานใน Office มากกว่าจะออกมาใช้ชีวิตบนถนนข้างนอก ด้วยใจที่ร้อนและพุ่งไปข้างหน้าเกินรถ รถของผมทะยานออกไปด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่การจราจรจะอำนวย
ผ่านถนน ตรอก ซอกซอยต่างๆ
ผ่านเสายักษ์ที่รองรับเส้นทางของรถไฟลอยฟ้าที่เรียงเป็นแนวต้นแล้วต้นเล่า
ผมยอมรับว่าผมขับรถอย่างไร้มารยาทที่สุดและพร้อมจะฝ่าฝืนกฎจราจรตลอดเวลา
วันนี้ผมรู้สึกว่าระยะทางจากที่ทำงานกับบ้านช่างไกลเหลือเกิน . . . ไกลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ไม่นานนักผมก็ถึงบ้าน หลังบทสนทนากับน้องสาว น้องผมโทรบอกโซ้ยเจ็ก, พ่อของเขา, ซึ่งเป็นหมอทางสมองโดยตรง โซ้ยเจ็กส่งรถพยาบาลมาที่บ้านผมทันที ผมไปถึงบ้านก่อนรถพยาบาลราวๆ 10 นาที อ้าปากค้างและพูดอะไรไม่ออกขณะที่วิ่งเข้าไปในบ้าน . . . ภาพตรงหน้าปรากฎร่างของชายวัยเจ็ดสิบปีนอนอยู่ที่เตียงตัวโปรด
ที่ใช้นอนดูโทรทัศน์เป็นประจำ ร่างนั้นกำลังกระตุกอยู่อย่างทุรนทุราย ใบหน้าที่ย่นเกร็ง เปลือกและเบ้าตาที่ช้ำจนเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ การหายใจที่ติดขัดและสำลักตลอดเวลาอย่างทรมานที่สุด ไม่ต้องเรียนหมอก็บอกได้เลยทันทีว่าป๊ากำลังจะตาย


“เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น . . . ป๊า ! ป๊าได้ยินไหม?”
ผมทรุดตัวลงแล้วกุมมือป๊าไปพร้อมๆกับเอ่ยถามและชวนคุยไปตลอด
ระหว่างที่รอรถพยาบาลมาถึงบ้านด้วยกลัวว่าเขาจะหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีก ผมโทรกลับไปหาน้องผมอีกครั้ง เล่ารายละเอียดที่ผมเห็นตรงหน้าให้เขาฟังและถามถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น


“รอ”

เป็นทางเดียวและเป็นคำแนะนำเดียวที่น้องผมบอก
คงต้อง “รอ” รถพยาบาลมารับ . . . ฟังแล้วอยากจะตาย เพราะใจที่ร้อนรน สับสน และคิดหาทางอะไรไม่ออก
สมองฟุ้งซ่านเลยเถิดไปถึงการจราจรที่โครตสะดวกสบายของกรุงเทพฯจนทำให้เครียด
และคิดไม่ออกว่าอีกนานแค่ไหนป๊าจึงจะถึงมือหมอที่โรงพยาบาล . . .


“ป๊าอดทนหน่อยนะ รถพยาบาลกำลังมาแล้ว” ผมตะโกนบอกป๊าและยังกุมมือป๊าไว้แน่น
ป๊าไม่สามารถตอบหรือพูดอะไรได้ แต่กระดิกนิ้วอย่างอ่อนแรงเหมือนเป็นการตอบว่าเขาได้ยินและยังรู้เรื่องอยู่ ผมรู้ว่าป๊ากำลังเจ็บหนักเหมือนๆกับที่ผมก็เจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ . . . “โธ่เว้ย! นี่มันอะไรกันวะเนี่ย”

hospital
หลังจากลุกลี้ลุกลนสักพักรถพยาบาลก็มาถึงบ้านและเคลื่อนย้ายป๊าขึ้นไป ม้ากับผมขับรถตามรถพยาบาลออกจากบ้านไปด้วยจิตใจที่สับสนและร้อนใจ ระหว่างทางไปโรงพยาบาลผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ น้ำตาที่ไหลออกตลอดเวลาและจิตใจที่ยากที่จะควบคุม ส่งผลให้อารมณ์ระเบิดออก ผมจำไม่ได้ว่าผมพูดและบ่นอะไรออกไปบ้างแต่ม่าม้านั่งเงียบสงบไม่พูดอะไร ม้าไม่ได้ร้องไห้แต่ความรู้สึกห่วงใยฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น . . .

ป๊าถูกย้ายเข้าสู่ห้องฉุกเฉินทันทีที่ถึงโรงพยาบาล นับเวลาจากที่ผมเห็นป๊าที่บ้านจนถึงห้องฉุกเฉินไม่ต่ำกว่า 30 นาที . . .
30 นาทีที่ผ่านไปเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ภายในร่างกายป๊า?
มันร้ายแรงขึ้นอีกแค่ไหน?
สายเกินไปหรือยัง?
เกิดอะไรขึ้นกับป๊า . . . ทั้งๆที่แกไม่ได้ล้ม . . . ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยใดๆมาก่อน?
ความเหนื่อยกาย ความเครียด และความคิดความรู้สึกสารพัดประดังกันเข้ามา . . .

ผมกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต เป็นความรู้สึกที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตที่เคยเกิดขึ้น . . . ในเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ ความกลัว น่าจะเป็นสิ่งที่อันตรายและร้ายกาจอย่างที่สุด คงไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่ไม่มีความรู้สึกนี้ การมีความกลัวอยู่บ้างคงเป็นเรื่องที่ดีในการดำเนินชีวิต แต่หากมีมากเกินไป จิตใจจะกังวลและส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่


พุทธศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี เข้าใจชีวิต ควบคุมอารมณ์ กิเลส ตัณหาในใจของเรา . . .พัฒนาสู่นิพพาน . . . ในขณะที่ศาสนาสอนให้เราควบคุมจิตใจและอยู่เหนือมัน
วิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดขึ้นและดับสูญไปตามกาลเวลา ธรรมชาติไม่เคยสร้างอะไรที่สูญเปล่า เซล์ที่หมดหน้าที่ก็ถูกขับออกไป เซล์ใหม่ก็เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาชีวิตก็ดับสูญไปและชีวิตใหม่ก็เกิดขึ้นทดแทนกันไปแบบนี้มาหลายล้านล้านปี. . .

ใดใดในโลก (หรือจักรวาล) ล้วนอนิจจัง . . .
และแม้ว่าผมจะเคยได้ยินได้ฟังคำสอนเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็ยังไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองให้สงบ ให้ปลง ให้นิ่ง ได้อยู่ดี

hospital
รถพยาบาลเข้าจอดที่หน้าประตูศูนย์ฉุกเฉิน เมื่อถึงโรงพยาบาลผมไม่เห็นโซ้ยเจ็ก น้องชายแท้ๆของป๊า หรืออาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯและหมอสมองฝีมือดีของประเทศไทย
แต่คาดว่าเขาคงจะรออยู่ที่ห้องฉุกเฉินแล้ว หลังจากถามทางจากพยาบาล ผมพาม้าเดินหาห้องฉุกเฉินตามทางที่บอกเพื่อไปรอฟังผลว่าเกิดอะไรขึ้นกับป๊า


5 นาทีของการนั่งอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินยาวนานเหมือน 5 ชั่วโมง . . . ผมเห็นบุรุษพยาบาลคนที่เข็นเตียงให้ป๊าเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ผมรีบลุกขึ้นไปจับแขนและสอบถามเขาแต่ไม่ได้รับคำตอบอะไร ประตูที่ยังปิดไม่สนิททำให้ผมได้มองเห็นเตียงและบางส่วนของร่างกายป๊าเพียงชั่วขณะหนึ่ง โซ้ยเจ็กและพยาบาลหลายคนยืนล้อมรอบเตียง อุปกรณ์ทางการแพทย์หลายชนิดระโยงระยางไปมาบนร่างกายป๊า

การรับข่าวร้ายไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ก๋งเสียไปสมัยผมยังเด็กครอบครัวของผมยังไม่มีข่าวร้ายอีกเลย บางทีเวลาแห่งความเสียใจคงจะใกล้เข้ามาทุกที . . . ชีวิตของคนเรามันช่างเปราะบางเสียจริง ผมรู้สึกได้

hospital
ไม่นานนัก ร่างของชายวัยเจ็ดสิบถูกเข็นออกมาพร้อมกับลมหายใจที่ยังคงติดขัดและทรมาน สายท่อรูปแบบต่างๆระโยงระยางไปทั่วทั้งจมูก ปาก แขน และท่อปัสสาวะ บุรุษพยาบาลเคลื่อนย้ายป๊าเข้าสู่ห้อง X-Ray อีกด้านหนึ่งของโรงพยาบาล . . . พลันผมทราบจากโซ้ยเจ็กว่าเส้นเลือดในสมองของป๊าแตกเนื่องมาจากความดันโลหิตสูง
เลือดคงจะท่วมในสมองไปมากแล้วจากเวลาที่ผ่านไปนานหลายชั่วโมงกว่าจะถึงมือหมอ การ X-Ray จะทำให้หมอวินิจฉัยต่อไปได้ว่าควรจะแก้ปัญหาอย่างไร

ป๊าเป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคอะไรร้ายแรง ไม่มีอุบัติเหตุ . . . นอกจากไส้ติ่งแล้วป๊าไม่เคยผ่าตัดอีกเลย
และอาจเป็นด้วยเหตุผลนี้ ผมและม้าจึงคุ้นชินกับชีวิตประจำวันแบบเรียบง่ายปราศจากปัญหาและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ไม่กี่นาทีต่อมาผมทราบผลจากโซ้ยเจ็กว่าเลือดท่วมในสมองเข้าไปสู่ส่วนที่เป็นโพรงน้ำเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งส่งผลให้ยังไม่ต้องทำการผ่าตัดทันทีแต่ต้องให้ยาเพื่อละลายเลือด
และรอดูผลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปวันรุ่งขึ้น . . . มันไม่ร้ายแรงถึงขั้นผ่าตัด ไม่ถึงชีวิต แต่ยังไม่สามารถรับประกันว่าทุกอย่างปลอดภัยเพราะต่อจากนี้อาจจะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้อีก และผลจากการที่เสียเส้นเลือดไปและเลือดเข้าไปที่โพรงน้ำอาจส่งผลให้ป๊าเป็นอัมมะพาตหรืออัมมะพฤท


x-ray
“รอ” เป็นทางเดียวในวินาทีนั้นอีกครั้งหนึ่งสำหรับป๊า . . .

ป๊าถูกย้ายเข้าสู่ห้อง I.C.U. เพื่อให้มีการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เครื่องช่วยหายใจช่วยให้ป๊าหายใจได้ง่ายขึ้นมาก อาการสำลักและกระตุกยังคงมีให้เห็นอยู่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำมูกและน้ำลายของป๊าเป็นสีดำ มือของป๊าสบัดขึ้นตามอาการสำลักแบบไม่สามารถควบคุมทิศทางและน้ำหนักได้ ใบหน้าและปากที่บิดเบี้ยว ผิวหนังบนใบหน้าที่ย่นเกร็ง จังหวะของลมหายใจที่หอบ ติดขัดยิ่งเพิ่มความสับสนปนร้อนใจให้ผมและม้ามากยิ่งขึ้น เราทั้งคู่ต่างคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายถึงขนาดนี้ . . . ผมและม้ายืนสงบนิ่งที่ข้างเตียงมองไปที่ป๊า โซ้ยเจ็กบอกเพียงแค่ว่าต้อง “รอ” เท่านั้น

เครื่องดูดน้ำลายยังคงดูดซับน้ำลายและสิ่งสกปรก
ท่อปัสสาวะยังคงลำเลียงน้ำเสียออกไป
เครื่องช่วยหายใจยังคงปั๊มส่งลมเข้าสู่ระบบหายใจ
น้ำเกลือและยาต่างๆถูกผสมและส่งถ่ายเข้าสู่ร่างกายของป๊าสม่ำเสมอ

สิ่งเดียวที่พอจะเห็นเป็นความหวังคือการ ผงกหัวของป๊าเบาๆเมื่อผมก้มหน้าลงไปพูดข้างๆหูว่า ผมรักป๊าและขอให้เขาอดทนอย่ายอมแพ้ ขณะนี้เขาได้อยู่ในการดูแลอย่างดีที่สุดแล้ว . . . ดูเหมือนว่าสมองของเขายังคงตอบสนองได้ ยังคงรับรู้และเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามบอกเขา

คืนนั้นผมขับรถกลับบ้านกับม๊าอย่างเลื่อนลอย . . .
แสงจันทร์ฉายแสงซีดบนท้องฟ้าที่มืดครึ้มแลดูหม่นหมอง เมื่อความเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ความเครียด ความรู้สึกสารพัดประดังกันเข้ามา หลายคำถามผุดขึ้นมาในคืนนั้น และผมไม่มีคำตอบ ผมมองไปรอบๆบ้านอย่างอึดอัด บ้านที่เรา พ่อ แม่ ลูก อยู่ด้วยกันมาตลอด แล้วความกลัวก็เข้ามาครอบงำในจิตใจ คืนนี้เป็นคืนที่ยาวนานและผมจำไม่ได้ว่าผมหลับไปช่วงไหน

ม่านตาเบื้องหน้าคลี่ออกมองเห็นสีดำทั้งผืน ผมไม่แน่ใจว่าผมหลับหรือตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อสายตาปรับได้ระดับชัดลึกผมเห็นเพดานห้องในความมืดจนเกือบจะมองไม่เห็น ผมตื่นขึ้นตอนเช้ามืดในเวลาที่แสงแดดยามเช้ายังมาไม่ถึง ความหวาดกลัว ความเครียด และการสูญเสียยังไม่มีทีท่าจะเบาบางลงจากจิตใจได้ง่ายๆแล้วผมก็รีบออกจากบ้านไป

20 วันในห้อง I.C.U. กับการต่อสู้กับโรคร้ายของป๊าผ่านไปอย่างยากลำบาก เมื่อไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆและเริ่มทานอาหารได้อีกครั้ง ป๊าก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น พร้อมๆกับความรู้สึกถึงความหวังที่ชัดเจนขึ้นของคนรอบๆข้างที่คอยให้กำลังใจอยู่ แม้ว่าแขนขาจะยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ แต่การขยับแสดงให้เรารู้ว่าป๊าคงจะรอดพ้นจากการเป็นอัมมะพาตอย่างแน่นอน แค่เพียงมีบางสิ่งที่ป๊าต้องเรียนรู้ก่อนที่จะสามารถกลับบ้านได้ บางสิ่งที่อาจเป็นเพียงสิ่งง่ายๆสำหรับเราแต่ผมมั่นใจว่ามันไม่ง่ายเลยสำหรับป๊า

ป๊าต้องเริ่มต้นเรียนรู้จักการควบคุมร่างกายตัวเองอีกครั้งแบบเป็นระบบ ตั้งแต่การลืมตา ปรับตำแหน่งของตาดำและสายตาให้ชัด พลิกตัว จับสิ่งของ การขับถ่าย การลุกนั่ง ตลอดไปจนถึงการยืนและเดิน นอกจากต้องต่อสู้กับตัวเองแล้วป๊ายังต้องต่อสู้กับโรคแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้วป๊าถูกย้ายไปที่ส่วน คลีนิคผู้ป่วยนอก, O.P.D. ซึ่งทำให้ผมสามารถพักอยู่กับป๊าได้ตลอด 24 ชม. และน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้ออกจากห้อง I.C.U.

hospital
ตาดำที่เคยถ่างห่างและมองเห็นภาพซ้อนเริ่มกลับเข้าสู่ตำแหน่งปรกติ
มือที่เคยสบัดและควบคุมไม่ได้เริ่มคงที่ขึ้นแม้จะยังมีอาการแกว่งและไม่นิ่งให้เห็นอยู่ทางซีกขวา
ขาเริ่มขยับได้มากขึ้นแม้จะลีบลงบ้างจากการนอนมานาน
ระบบขับถ่ายเริ่มเข้าที่เข้าทางเป็นระยะเป็นเวลา
และที่สำคัญ “ความดัน” เริ่มที่จะลดลงพ้นจากระดับอันตราย

อีกเกือบ 20 วันใน O.P.D. ที่ป๊าต้องต่อสู้กับการปรับตัวและจิตใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งดูเหมือนว่าอย่างหลังจะทำได้ยากยิ่งกว่า ผมรู้ว่ามันทรมานและน่าอึดอัดที่ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลหลายสัปดาห์โดยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และยิ่งน่าทรมานและอึดอัดกว่าเมื่อเห็นน้ำตาของป๊าที่ไหลออกมาเพราะความเครียดที่ยังเอาชนะโรคร้ายไม่ได้ ผมบอกป๊าเสมอว่าป๊าดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานก็สามารถกลับบ้านได้และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติ ผมไม่ได้โกหกป๊าหรือโกหกตัวเอง ผมเชื่อว่าป๊าจะต้องดีขึ้นอีก ผมเชื่ออย่างนั้น. . .

x-ray
ผลการตรวจเลือดและ X-Ray สมองของป๊าครั้งล่าสุดบอกให้รู้ว่า ทุกๆอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปรกติแล้ว และนั่นหมายถึงการผ่าตัดสมองจะไม่เกิดขึ้น ที่เหลือจากนี้อยู่ที่ "ใจ" ของป๊าเท่านั้น ใจที่จะไม่ย่อท้อต่อความอึดอัด ความไม่คล่องตัวเหมือนก่อน ใจที่จะอดทนต่อเวลาที่ยาวนานของการฝึกฝนทางกายภาพเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติ

ป๊าในวันที่เกิดเหตุกับป๊าในวันนี้ต่างกันค่อนข้างมาก ป๊าเหมือนฟื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากครึ่งเป็นครึ่งตายมาหลายสัปดาห์ ตลอดเวลาที่ป๊าอยู่โรงพยาบาล ตั่วโกว ยี่โกว ซาโกว ซี๊โกว โซ้ยโกว ซาเจ็ก ซาซิ่ม โซ้ยซิ่ม ญาติพี่น้องและผองเพื่อนต่างแวะเวียนมาเยี่ยมและให้กำลังใจป๊าไม่ขาด

พุธ 22 กันยายน 2548
ไฟบนฝ้ายังคงส่องสว่าง เครื่องปรับอากาศยังคงปรับอุณหภูมิให้คงที่ต่อไป เวลากว่า 5 สัปดาห์ในโรงพยาบาลที่แสนยาวนานและกดดันค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆและยังไม่สิ้นสุด วันนี้ป๊าไม่ต้องขยับเพียงแค่นิ้วหรือผงกหัวตอบรับบทสนทนาของผมเหมือนวันนั้นอีกต่อไป ป๊าต้องพูดต้องคิดและขยับทั้งร่างกายให้ได้เหมือนคนปรกติ ยิ่งเร็วยิ่งเป็นผลดีและจะทำให้ป๊าออกจากโรงพยาบาลได้เร็วยิ่งขึ้น

hospital
ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไรกับ Blog ที่ผมเขียนช่วงนี้ทั้งเรื่อง “be with you”+“อาม่าและหน้าเก๋ง” รวมถึงเรื่องของ "ป๊า" จะมีประเด็นที่เหมือนกันและเกี่ยวโยงกันอยู่คือเรื่องของเวลาชีวิต . . . “ชีวิตคนเรามันสั้น” . . . หลายๆคนรวมทั้งผมเองคงจะเคยมองข้ามมันไป ไม่เห็นคุณค่าของมันโดยเลือกที่จะ “บ่น” หรือ "ละเลย" มันมากกว่าทำจะอะไรที่เป็นประโยชน์

ว่าไปแล้วผมก็เป็นคนที่โชคดีแล้วที่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้และพบสัจธรรมข้อนี้
จากประสบการณ์ตรงๆแม้ว่าเราจะสามารถเรียนรู้ประสบการณ์เหล่านี้ได้ทางอ้อมจากการอ่าน ฟัง หรือมองเห็น


คนเรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีจนกว่าเราจะเสียมันไป บางทีก่อนที่เราจะบ่นเราน่าจะตรองดีๆก่อน

แล้วเราอาจจะพบว่าเราก็โชคดีแล้วที่ยังมีโอกาสหรือมีสิ่งดีๆที่คนอื่นๆอีกหลายคนไม่มี
ในเมื่อชีวิตมันเปราะบางและสั้นเช่นนี้
ในเมื่อเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อีกนานแค่ไหน
เราน่าจะทำชีวิตของเราให้ดีและมีค่าที่สุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป . . .

My hero !

I'm so weak now !
This is the worse week of my life.

My dad is in I.C.U. now !!!
The blood vessel in his brain were dispersed due to the blood high pressure.

So alarming !

Hope god will bless him, my lifetime hero !

บุญชูสระอูยาว

บุญชู

ช่วง 2 - 3 ปีมานี้แม้ไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวสารวงการภาพยนต์ก็ต้องรู้สึกได้ว่าวงการนี้คึกคักขึ้นมาก
มีภาพยนต์จากผู้กำกับหน้าใหม่หลายๆคนออกมาเป็นทางเลือกสำหรับคนชอบดูหนัง... บ้างเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา บ้างก็มาจากวงการโฆษณา
บ้างก็มาจากตลก หรือบ้างมาจากอาชีพสถาปนิก

ถ้าพูดถึงเวลา ณ ปัจจุบัน . . . หนัง Action ที่นำเสนอศิลปะแบบไทยๆและการแสดงที่ใช้การฝึกฝนและความสามารถเฉพาะตัวสูง
อย่าง "ต้มยำกุ้ง" คงเป็นหนังที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เนื่องจากหนังเรื่อง "องค์บาก" ซึ่งเป็นหนังจากทีมงานสร้างทีมเดียวกันได้รับการยอมรับที่กว้างกว่าหนังไทยทั่วๆไป


ส่วนตัวแล้วผมยังไม่ได้ไปดู "ต้มยำกุ้ง" และไม่ได้รู้สึกอยากไปเท่าไหร่ . . . แต่เห็นกระแสของหนังเรื่องนี้แรงมากๆจนทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ผมชอบหนังไทยเรื่องไหนบ้าง? เท่าที่เคยดูมา


"บุญชู"

เป็นเรื่องแรกที่ผมคิดถึงทันทีที่ได้ยินคำถามนี้
ผลงานกำกับของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้ซึ่งสร้างบุญชูให้อยู่คู่วงการหนังไทยมาถึง 6 ภาคด้วยกัน

บุญชูเหมือนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมก็ว่าได้เพราะเติบโตตามกันมา "บุญชู" เป็นเรื่องของเด็กบ้านนอก+การสอบ entrance+มิตรภาพระหว่างเพื่อน . . . ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังจะต้องเตรียมตัวสอบ entrance พอดี . . . เหมือนๆโตตามกันมาจนภาคหลังๆนี่ บุญชู แต่งงานไปแล้ว ผมยังไม่ได้แต่งเลย . . . ตามไม่ทันแล้ว

ในช่วงที่หนังไทยเริ่มมีเรื่องของ Special Effects เข้ามาเพิ่มอรรถรส. . .ผมกลับนึกไปถึงหนังเก่าที่ทำง่ายๆ แต่ประทับใจอย่าง "บุญชู" . . . สงสัยคงต้องกลับไปดูสระอูยาวกันอีกสักรอบกระมัง

อาม่า และ หน้าเก๋ง

อาม่าและหน้าเก๋ง
แสงแดดส่องทะลุต้นมะม่วงหน้าบ้านเข้ามาในห้องลูบไล้ไปตามโต๊ะ เก้าอี้ และหนังสือหลายเล่มที่วางตัดกับพื้นไม้สีเข้ม
บ่งบอกเวลาในยามเช้า

ผมเดินไปที่หน้าต่างต้นแสง สายตาจ้องมองไปยังสนามหน้าบ้านและต้นมะม่วงที่กำลังขยับตัวตามสายลม ล้อไปกับแสงแดด
ผมมองมันอย่างตั้งใจและปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดไหลไปแบบสบายๆ

คล้ายๆว่ามันเป็นงานศิลปะ 4 มิติ ที่เกี่ยวข้องกับเวลา . . . ผมคิดไปเรื่อยๆ
คล้ายๆว่ามันกำลังสื่อสารกับลมและแสงแดด
คล้ายๆว่ามันกำลังจะผลัดใบ . . . บางทีชีวิตผมอาจจะเหมือนกับใบไม้สักใบในนั้นที่ไม่รู้ว่าจะผลัดใบลงมาเมื่อไหร่. . . ผมพึมพำกับตัวเอง
คล้ายๆว่ามันกำลังสอนอะไรบางอย่างกับผม . . .

"ชีวิตคนเรามันสั้น" ผมคิดถึง blog ที่ผมเขียนไว้เกี่ยวกับหนังเรื่อง
"be with you"
ไม่มั๊ง ! . . . ผมแค่คิดไปเอง เติมเรื่องราวไปเองมากกว่า . . .
มันก็อยู่ของมันแบบนั้นตามธรรมชาติ


ผมคิดถึง "อาม่า"

อาม่าพึ่งจะมาพักที่บ้านผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แกมาอยู่ 7 วันเต็มๆแต่ผมไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่หรือนั่งคุยกับแกเท่าไหร่
เพราะเช้ามาผมก็ไปทำงาน กลับมาบ้านก็ดึกมากและแกเข้านอนไปแล้ว
ผมตั้งใจว่าวันหยุดวันนี้ ผมจะไปเยี่ยมอาม่า จะไปทานข้าวและนั่งคุยให้แกเห็นหน้าเห็นตาสักหน่อย
อย่างน้อยถ้าชีวิตผมเป็นเหมือนใบไม้ที่กำลังจะผลัดขึ้นมาจริงๆ ผมก็อยากให้แกเห็นผมอีกครั้งก่อนผมจะผลัดใบไป

ผมโทรไปหายี่โกวเพราะรู้ว่าอาม่าย้ายไปพักต่อกับยี่โกว
แม้ว่าอายุจะล่วงเลยจนถึงเลข 9 นำหน้าแล้วแต่อาม่าก็ยังเดินสายทักทายลูกๆหลานๆตามบ้านต่างๆในกรุงเทพฯ . . .
ยี่โกวบอกผมว่าวันนี้อาม่าจะกลับชลบุรีเพราะมากรุงเทพฯได้ 3 อาทิตย์แล้ว เริ่มคิดถึงบ้านที่นั่น ผมตัดสินใจทันทีว่าจะขับรถไปทานข้าวกลางวันที่นั่นกับแกสักหน่อย

"ป๊า วันนี้ไปหาอาม่ากันดีกว่า . . . ไม่เจออาม่ามาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ช่วงนี้งานไม่ยุ่งมาก น่าจะไปสักหน่อย อาทิตย์หน้าและอาทิตย์ถัดไปคงจะไม่มีโอกาสไป" ผมเอ่ยปากชวนป๊า

ตั้งแต่ผมกลับไทยมา ผมไปชลบุรีไม่บ่อยนัก
เมื่อเทียบกับสมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็ก . . .
นอกจากได้ไปเยี่ยมอาม่าแล้วผมยังจะได้ไปเห็นภาพบรรยากาศเก่าๆที่ผมเคยวิ่งเล่น, ร้านตัดผมที่ผมเคยตัด,
ร้านอาหารเก่าๆที่ผมเคยไปอุดหนุน และการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่ผมยังไม่เคยเห็น

ผมกับป๊าไปถึงที่นั่นตอนเที่ยงพร้อมกับอาหารทะเลและออส่วนอาหารจานโปรดของอาม่า
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ง่ายๆว่า อาม่า ต้องดีใจที่เห็นลูกๆหลานๆมาเยี่ยม มานั่งคุย และทานข้าวด้วยกัน
หลังอิ่มท้อง ผมเสนอ idea ว่าจะไปซื้อโอเลี้ยงและชาเย็นมาเพิ่มรสชาติระหว่างการสนทนาเหมือนที่คุ้นเคย
ระหว่างทางที่ผมขับรถไปซื้อผมมีโอกาสได้บันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก กับบรรยากาศและสถานที่เก่าๆที่ผมเคยสัมผัส

อาม่าและหน้าเก๋ง
หน้าเก๋ง...เป็นย่านในอำเภอเมืองชลบุรีที่ครอบครัวของผมเคยอาศัยอยู่ ปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ย่านนี้แล้ว
แต่ความคิดถึงและความผูกพันธ์นั้นไม่สามารถบรรยายได้ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผมไปชลบุรีแล้วจะไม่แวะไปหน้าเก๋ง

ถนนที่ไม่พลุกพล่านกับคนท้องถื่นที่คุ้นตา
ชาและกาแฟโบราณกับข้าวหมูแดง
ห้องแถวตึกเก่าและร้านตัดผม
คุณยายขายกล้วยปิ้งกับน้ำตาลแดงที่เคี่ยวจนเหนียวและหอมหวาน
ขอทานที่กำลังหลับกับเสาไฟที่ยืนเหงา . . . ผมคิดถึงรถสามล้อถีบหลากสี
ที่เคยเป็นสีสันและเสน่ห์ของถนนที่นั่น . . .
พลัน . . . ผมคิดถึงถนนที่คนพลุกพล่านและเต็มไปด้วยสิ่งของนำสมัยอย่าง Rodeo drive ใน LA หรือ Fifth Avenue ใน NY

หน้าเก๋งเป็นที่ที่ผมคุ้นเคยมานาน
โลกใบเก่าของผมได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาอย่างช้าๆ
ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมรู้จักโลกใบนี้ดีพอหรือยัง ทั้งหน้าเก๋ง กรุงเทพ หรือ ที่ไหนๆ

อาม่าและหน้าเก๋ง
อาม่าและหน้าเก๋ง
โอเลี้ยง4 ชาเย็น2 โอวัลติน3 ถูกแบ่งถ่ายลงสู่แก้วตามจำนวนคนในบ้าน
บทสนทนาของอาม่าและลูกหลานเป็นไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข
ผมปล่อยให้ความคิดฟุ้งไปตามภาพต่างๆที่เห็นในวันนี้ . . . ผสมกับความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆที่ยังจำได้
ไม่ต้องคิดจนเหนื่อย ไม่ต้องพยายามคิดให้ออก ไม่ต้องแข่งกับเวลา ไม่ต้องแก้ปัญหา ไม่มีข้อจำกัด
ผมรู้สึกว่า ผมชอบการพักผ่อนแบบนี้มากกว่าการนอนฟังเพลงสบายๆอยู่บ้าน

ผมกับป๊าลาอาม่ากลับตอนบ่ายแก่ๆ
ผมกลับเข้าสู่กรุงเทพฯอีกครั้ง โลกปัจจุบันและปัญหาต่างๆเปิดออกให้ผมกลับเข้าไปผจญภัยตามเดิม
ทำไมผมต้องย้อนคิดไปถึงเรื่องๆเก่า ทั้งๆที่อดีตก็คล้ายกับน้ำแข็งในถุงโอเลี้ยงถุงนั้นที่ละลายและระเหยไปแล้ว

หลังข้าวมื้อเย็น . . . ผมได้ลิ้มรสของฟองนมและคาราเมลบนกาแฟบดในชื่อ "คาราเมล มัคคีอาโต" จากร้านกาแฟฟุ่มเฟือยร้านหนึ่งที่ดูจะมีสาขาเพิ่มมากขึ้นทุกวันในกรุงเทพฯ
ผมคิดถึงร้านกาแฟที่หน้าเก๋งเมื่อตอนบ่าย . . .
รูปแบบที่แตกต่าง วิธีชงที่แตกต่าง ราคาที่แตกต่าง รสชาติที่แตกต่าง แต่ความชอบไม่ต่างกัน

เหมือนๆทุกๆอย่างในโลกดำเนินไปตามวิถีปรกติของมัน . . .
วันนี้ . . . นอกจากจะได้ไปเยี่ยมอาม่าแล้ว ผมยังได้สนุกกับบรรยากาศที่คุ้นเคยและสนุกกับความคิดแบบสบายๆ

ผมกลับเข้าสู่ห้องนอนอีกครั้ง . . . แสงสว่างจากหน้าบ้านเปลี่ยนจากแสงแดดยามเช้าเป็นแสงจากหลอดไฟหน้าประตูบ้าน
ผมไม่รู้ว่าการคิดและเขียนแบบนี้เป็นการประมวลความคิดของชีวิต
หรือเป็นความฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ

สำหรับคนที่มีชีวิตที่โชกโชนหรือเข้มข้นอาจจะมองว่ามันเป็นเหตุผลอย่างหลังมากกว่า
ซึ่งก็อาจจะจริง
แต่สำหรับผมการมองชีวิตไปข้างหน้าหรือย้อนกลับแบบเกี่ยวโยงกัน
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นการทำให้จิตใจผมสงบ
. . .

ไม่ว่ามันจะทำให้ผมมองโลกชัดขึ้น หรือ มัวเท่าเดิม . . . ผมก็รู้สึกดีขึ้นและมีความสุขขึ้น


ผมล้มตัวลงที่ฟูกและหมอนใบเก่า . . . อาม่า ปะป๊า ยี่โกว ยี่เจ็ก หรือ คนขายกาแฟที่หน้าเก๋งคงกำลังเข้านอนเหมือนๆกับผม
การเดินทางของชีวิตและความคิดในวันนี้จบลง . . . แต่การเรียนรู้ชีวิตยังไม่สิ้นสุด
ผมหวังว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆไปจะมีประสบการณ์ใหม่ๆรอผมไปสัมผัส
และเรียนรู้อีกก่อนที่จะถึงเวลาผลัดใบ